แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนากับการเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนากับการเมือง แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
คำขวัญประจำชาติ
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ศาสนากับการเมือง
บรรยายสาธารณะ “ศาสนากับการเมือง ชาตินี้เราคงแยกกันไม่ได้” นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชี้ว่าอิทธิพลของพุทธศาสนาต่อสังคมไทยลดถอยลงนับตั้งแต่เริ่มปฏิรูปคณะสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ 4-5-6 ปัจจุบันมหาเถรสมาคมผูกขาดได้แต่สบง-จีวร ชี้ “พ.ร.บ. ปกป้องพุทธศาสนา” ในมือ สนช. อันตราย-ระวังจะกลายเป็น “ม.112 ทางศาสนา” เพราะเป็นการเอาอำนาจรัฐมาเผยแพร่ศาสนา-ลงโทษคนวิจารณ์ศาสนา
การนำเสนอหัวข้อ "ศาสนากับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย" โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์
สปช. สรุปปัญหาสู่4ข้อเสนอ ปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา

การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันนี้ (24 มี.ค.) ที่ประชุม สปช. มีวาระการพิจารณา “รายงานผลการศึกษา” ของ คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ตามที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปชุดดังกล่าว พร้อมคณะได้สรุปรายงานผลการศึกษาเสนอเข้าที่ประชุม ก่อนประกาศปิดฉากคณะกรรมการชุดนี้ไปเมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
กระแสเรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

กระแสเรียกร้องให้มีการบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นปีพุทธศักราช 2550
ชาวพุทธ ๗ องค์หลัก กล่าวคือ มหามกุฏราชวิทยาลัย, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก, ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย, คณะสงฆ์อณัมนิกาย, คณะสงฆ์จีนนิกาย, และ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ได้เริ่มต้นเรียกร้อง ต่อมา กลุ่มชาวพุทธได้ขยายเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 300 องค์กรทั่วประเทศและได้ผนึกกำลังกันเรียกร้องขึ้นมา
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ศาสนาประจำชาติ (State Religion)

แนวคิดเรื่องศาสนากับชุมชนของชาติ(ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติหรือสัณชาติ)มีอยู่หลายแนวคิด แนวคิดที่เก่าแก่ที่สุดคือแนวคิดแบบศาสนาประจำชาติ เป็นแนวคิดที่เก่าแก่มากย้อนกลับไปได้ไกลถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ก่อนมีการบันทึกประวัติศาสตร์หรือก่อนมีภาษาเขียนเสียอีก)
สาเหตุที่เก่าแก่เช่นนี้ เพราะตั้งแต่บรรพกาลนั้นเมื่อชุมชนต้องการความเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อความเป็นปึกแผ่น เพื่อชุมชนจะสงบ เป็น...ระเบียบและปกครองได้ง่ายขึ้น ก็จำเป็นต้องมีสิ่งที่เป็นเครื่องช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกันและยอมเชื่อฟังผู้ปกครอง เคร่ืองมือที่ดีที่สุดคือศาสนา
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ศาสนาชินโต: ศาสนาเพื่อการปกครองและชาตินิยม

ศาสนา “ชินโต” (Shintoism) คำนี้มาจากอักษรจีนสองตัว ชิน แปลว่าเทพทั้งหลาย โตหรือเต๋า แปลว่าทาง รวมความแล้วแปลว่า "วิถีทางแห่งเทพทั้งหลาย"
สัญลักษณ์ของศาสนาชินโต คือประตูโทริอิ คือประตูอันมีเสา 2 เสา มีไม้ 2 ท่อนขวางอยู่ข้างบน เป็นเครื่องหมายแสดง บริเวณศาลเจ้าของชินโต กับอีกอันคือ ซานชูโน-ซิงกิ ประกอบด้วยของ 3 อย่างคือ กระจก ดาบและรัตนมณี
กระจก เป็นเครื่องหมายแห่งปัญญา
ดาบ เป็นเครื่องหมายแห่งความกล้าหาญ
ดาบ เป็นเครื่องหมายแห่งความกล้าหาญ
วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558
กฎหมายศาสนา...ตอนสาม : กฎหมายอิสลาม
กฎหมายศาสนาอิสลามมีแหล่งกำเนิดในนครเมกกะ (Mecca) เมื่อประมาณ 1,300 ปีเศษล่วงมาแล้วเป็นกฎหมายที่สอนให้ชาวมุสลิมมีความเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว คือ พระอัลเลาะฮ์ทรงเป็นผู้สร้างโลกมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งปวง โดยมีพระนบีมูฮัมมัดเป็นศาสดาเผยแพร่ศาสนาอิสลาม กฎหมายอิสลามเป็นกฎหมายที่กำหนดถึงหน้าที่ของชาวมุสลิมที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า สังคมและครอบครัว เช่น กฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความ แต่ส่วนที่เป็นกฎหมายอิสลามที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้แก่ กฎหมายครอบครัวและมรดก ส่วนกฎหมายอื่นๆ ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากกฎหมายของประเทศในซีกโลกตะวันตก
กฎหมายศาสนา...ตอนสอง : กฎหมายคริสต์
กฎหมายศาสนาคริสต์ ซึ่งมีกำเนิดมาจากคำสอนของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกและคำสอนของพระสันตะปาปาหลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ไปแล้วประมาณ 500 ปี การก่อตั้งศูนย์รวมอำนาจของศาสนาจักรของพระสันตะปาปาขึ้นที่นครวาตินกันและความศรัทธาที่ชาวยุโรปมีต่อศาสนาคริสต์ทำให้ศาสนาคริสต์เจริญรุ่งเรืองมากพระสันตะปาปามีอำนาจครอบคลุมทั้งฝ่ายศาสนาจักรและอาณาจักร ศาสนาคริสต์และสมณโองการของพระสันตะปาปาได้กลายมาเป็นกฎหมายศาสนาคริสต์ ซึ่งเรียกว่า Canon law ใช้บังคับแก่คริสต์ศาสนิกชน หากใครฝ่าฝืนก็จะได้รับโทษแต่หลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกรวมทั้งกฎหมายศาสนาคริสต์ เริ่มเสื่อมอำนาจลง
กฎหมายศาสนา...ตอนแรก : กฎหมายฮินดู
ระบบกฎหมายประเภทหนึ่งที่นับว่ามีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการร่างกฎหมายของหลายประเทศมาก คือ "กฎหมายศาสนาและประเพณีนิยม" (Religious and Traditional Law) ซึ่งคำว่า "ประเพณีนิยม" ที่ว่านี้ก็มักอิงความเชื่อเชิงศาสนาเช่นกัน มีกลุ่มประเทศจำนวนไม่น้อยที่เอาศาสนาไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายจนวิวัฒนาการกลายเป็นกฎหมายศาสนาขึ้นการที่กฎหมายประเภทนี้มีอิทธิพลต่อการร่างกฎหมายในหลายประเทศก็เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีความเชื่อในศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างเคร่งครัด และศาสนาดังกล่าวก็มีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คนเป็นอย่างมาก
เหตุใดศาสนจักรคาธอลิกจึงมีอำนาจทางการเมืองสูงมากในยุคกลาง?
ในยุโรปยุคกลาง คริสตจักรและสมเด็จพระสันตะปาปามีบทบาทและอำนาจทางการเมืองอย่างยิ่งใหญ่มาก เป็นทั้งผู้นำทางจิตวิญญาณและเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศด้วย ซึ่งปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว คำถามคือ คริสต์ศาสนาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการเมืองมากขนาดนั้นได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่พระเยซูคริสตเจ้าเองไม่เคยปรารถนาที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองเลย? คำสอนของพระองค์ถูกสร้างขึ้นเพื่อชำระวิญญาณและไถ่บาปให้แก่มวลมนุษยชาติ มิได้มุ่งหวังที่จะสร้างรัฐและรัฐบาล หรือข้อเสนอแนะนำว่าสถาบันทางโลกควรมีหน้าที่อย่างไร พระองค์มุ่งหวังที่จะสถาปนาอาณาจักรธรรม และทรงประกาศยืนยันว่าพระองค์ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางโลกแม้แต่น้อย แต่เหตุใดในยุคกลางจึงเป็นเช่นนั้น มีแนวคิดอะไรอยุ่เบื้องหลัง?
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558
กฎหมายกับศาสนา
รํฐไม่ได้มีหน้าที่พาประชาชนไปสวรรค์และพ้นนรก แต่รัฐมีความรับผิดชอบที่จะต้องทำใ้ห้สังคมเป็นสุขและสงบ ซึ่งก็ทำได้โดยการให้มีเสรีภาพและความเสมอภาค
หากรัฐคิดว่าต้องมีหน้าที่พาคนไปสวรรค์และพ้นนรก ก็ย่อมต้องเอาศีลทางศาสนามาทำเป็นกฎหมาย
และเมื่อทำอย่างนั้น คนมากมายก็จะขาดเสรีภาพและขาดความสุขทันที เพราะศีลคือข้อห้ามต่างๆที่หากทำแล้วจะเป็นบาป
หากรัฐคิดว่าต้องมีหน้าที่พาคนไปสวรรค์และพ้นนรก ก็ย่อมต้องเอาศีลทางศาสนามาทำเป็นกฎหมาย
และเมื่อทำอย่างนั้น คนมากมายก็จะขาดเสรีภาพและขาดความสุขทันที เพราะศีลคือข้อห้ามต่างๆที่หากทำแล้วจะเป็นบาป
ความชั่วร้ายที่จำเป็น
ศาสนาใดสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558
หลักจริยธรรมของรัฐโลกวิสัย
รัฐทุกรัฐย่อมต้องมีกฎหมาย และกฎหมายย่อมต้องตั้งอยู่บนกฎจริยธรรม แต่การที่รัฐแต่ละรัฐมีหลักจริยธรรมที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ก็ทำให้แนวคิดในการบัญญัติกฎหมายหมายจึงต่างกันไปด้วย
รัฐที่เป็นรัฐศาสนา หรือรัฐที่มีการระบุศาสนาประจำชาติ หรือรัฐที่อิงศาสนาใดมาก การบัญญัติกฎหมายก็ต้องโน้มเอียงไปในทางการปกป้องศาสนานั้น และควบคุมสังคมให้ทำตามคำสอนของศาสนานั้น
วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ศาสนากับคาสิโน
ต้องออกตัวก่อนว่า การที่ประเทศไทยจะเปิดหรือไม่เปิด(บ่อน)คาสิโนถูกกฎหมายนั้น ไม่ได้มีผลกระทบกับผู้เขียนเลยเพราะไม่เล่นและไม่นิยมในสิ่งเหล่านี้ (แต่เคยเข้าไปเยี่ยมชมในหลายประเทศ ทั้งประเทศเพื่อนบ้านและประเทศตะวันตก เคยลองดึงหรือกดเครื่องสลอต ตามที่เจ้าภาพเขาพาไปและให้วงเงินทดลองเล็กน้อย เพียงเพื่อให้เกิดความรู้ที่แท้จริงเท่านั้น)
แต่เนื่องจากมีการพูดถึงเรื่องการพนันและคาสิโนว่าไม่ควรเปิดเพราะเรื่องของศาสนา จึงต้องขอแสดงความเห็นในเชิงศาสนวิทยาไว้ ณ ที่นี้
๑.
เรื่องของการพนันกับศาสนา เราต้องตระหนักก่อนว่า ข้อกำหนดของศาสดาในศาสนาต่างๆ นั้นมีมาเป็นยุคโบราณนานมาแล้ว และยังเป็นเรื่องที่อยู่ในบริบทของท้องถิ่นเดียวด้วย ฉะนั้น หากศาสนาใดจะพูดถึงการพนัน ก็เป็นการพูดในบริบทที่เกิดขึ้นแต่โบราณนานมาแล้วและเป็นบริบทของท้องถิ่นเดียวด้วย การพนันในยุคสมัยนั้นและท้องถิ่นนั้นก็อาจแตกต่างจากการพนันของยุคสมัยปัจจุบันและท้องถิ่นอื่นๆ
การพนันในยุคโบราณ ไม่มีการควบคุมอายุและตัวทรัพย์ พนันเอาตัวเองเป็นทาสก็ยังได้ พนันเอาลูกเมียก็ยังได้ แต่ปัจจุบันนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่หรือไม่(ในทางสาธารณะ) และยังควบคุมได้ไหม หรือโลกทุกปัจจุบันนี้ก็ยังคงเหมือนยุคโบราณทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง?
๒.
คำว่า "การพนัน" ไม่มีการถูกกล่าวถึงในศาสนาโบราณหลายศาสนา การที่บอกว่า "ทุกศาสนาห้ามเรื่องการพนัน" จึงไม่อาจพูดได้ว่าเป็นความจริง บางศาสนาในปัจจุบันที่บอกว่า การพนันเป็นเรื่องผิด แท้จริงแล้วเป็นการตีความและโยงหลักการศาสนาบางอย่างไปจับ
ศาสนาที่พูดถึงการพนันตรงที่สุดและกล่าวโทษการพนันรุนแรงที่สุด พูดได้ว่าคือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม
ในศาสนาพุทธ มีการระบุว่า คนที่การเล่นพนันจะตกนรก "ขุมที่ ๖" ซึ่งชื่อในภาษาบาลีว่า "ตาปนนรก" อธิบายกันว่าเป็นสถานที่สำหรับพวกที่ชอบเล่นการพนันทุกชนิด
ซึ่งก็ต้องขอเพิ่มเติมว่า นรกขุมที่ ๕ มหาโรรุวนรก เป็นสถานที่สำหรับพวกที่ชอบดื่มสุรา หรือเสพสิ่งมึนเมา ยาเสพติด ส่วนนรกขุมที่ ๗ มหาตาปนนรก เป็นสถานที่สำหรับพวกที่ชอบเที่ยวกลางคืน
นั่นก็เท่ากับบอกว่า การตกนรกในเกณฑ์ของศาสนาพุทธ ไม่ใช่แค่ผิดศีลห้าเท่านั้น แต่เล่นการพนัน ดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือเที่ยวกลางคืน ก็ต้องตกนรกด้วย
๓.
ในศาสนาอิสลาม การพนัน และรายได้จากการพนัน ถือเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) เช่นเดียวกับดื่มสุรา มาจากซาตาน และทำให้ตกนรก (ซึ่งก็น่าแปลกว่า มาเลเซียซึ่งใช้กฎหมายอิสลามเข้มข้นในระดับหนึ่งกลับให้ตั้งสถานคาสิโนถูกกฎหมายได้ที่เกนติ้ง)
ในศาสนาคริสต์นั้น ไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่า การพนันเป็นบาป แต่มีผู้ที่พยายามโยงโดยการอ้างว่า มีศาสนบัญญัติที่บอกว่า "อย่าโลภ" ฉะนั้น ศาสนิกต้องอย่าเล่นการพนันเพราะการพนันเกิดมาจากความโลภ อะไรทำนองนี้เป็นต้น ซึ่งก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าการตีความเช่นนี้มีน้ำหนักพอหรือไม่
(ถึงตรงนี้ขอพูดเรื่องการดื่มสุราแล้วตกนรกสักหน่อยว่า ถ้าเป็นจริง ก็น่าห่วงว่า ชาวตะวันตกที่ดื่มพั๊นช์จิบไวน์หรือดื่มเบียร์ซึ่งมีแอลกอฮอล์มาแต่โบราณกาลก็คงตกนรกกันหมดตลอดประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว รวมทั้งพวกที่ไปชอบไปเที่ยวห้างหรือดูภาพยนต์หลังฟ้ามืดด้วยกระมัง)
ในบางศาสนานั้นไม่ได้บอกว่าการพนันเป็นบาป หรือเป็นสิ่งที่ทำให้ตกนรก เป็นเพียงการบอกว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชีวิต "ไม่เจริญ" หรือทำให้ชีวิต "เสื่อม" การกล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายถึงเป็นความผิดบาปร้ายแรง หรือเป็นบาปหนัก หรือเป็นอนันตริยกรรม อันจะนำมาซึ่งโทษร้ายแรงในนรกแต่อย่างใด
๔.
การพนันในยุคโบราณกับยุคปัจจุบันมีพัฒนาการและการตีความหมายต่างกันไม่น้อย
โดยพื้นฐานแล้ว การพนัน ก็คือ "การละเล่นชนิดหนึ่ง" หรือ "เกมชนิดหนึ่ง" ที่มีลักษณะที่มีผลแพ้-ชนะ ที่ทำให้ผู้เล่นเกิดความตื่นเต้นเร้าใจจากการที่ได้เสี่ยงได้ลุ้น จากการแพ้-ชนะ ได้-เสีย ซึ่งในการพนันนี้อาจมีการใช้แต่โชคหรือใช้ฝีมือทักษะประกอบด้วยก็ได้ ซึ่งความตื่นเต้นนี้ก็ก่อให้เกิดความบันเทิง สนุกสนานเพลิดเพลินรื่นเริง
ซึ่งการละเล่นที่เรียกว่าเป็นเกมส์กีฬาหรือแม้แต่มหรสพชนิดไหนๆก็มุ่งทำให้ผู้คนตื่นเต้นทั้งนั้น มนุษย์ต้องการผ่อนคลายจากความเบื่อหน่ายและต้องการความตื่นเต้นสนุกสนาน และว่าไปมันก็คือความสุขชนิดหนึ่ง
และคนก็ยอมจ่ายราคาเพื่อให้ได้ความตื่นเต้นอันนำมาซึ่งความสุขอันนี้
ฉะนั้น ปัญหาของการพนัน จึงไม่ใช่ตัวการพนันเอง แต่ปัญหาอยู่ที่สองอย่างคือ หนึ่ง วิธีที่ใช้พนันนั้นถูกต้องชอบธรรมหรือไม่? เช่น ถ้าพนันด้วยการ "โยนเหรียญหัว-ก้อย" รับได้ แต่ถ้าพนันด้วยการ "รัสเซี่ยนรูเล็ตต์" หรือเอาปืนลูกโม่ใส่กระสุนนัดเดียวแล้วยิงหัวตัวเอง อย่างนี้รับไม่ได้
และสอง ความเสียหายใดๆที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้แพ้พนันนั้นอยู่ในระดับที่สังคมรับได้หรือไม่? เช่น ถ้าตู้เกมส์หยอดเหรียญเพื่อคีบตุ๊กตา ได้เสียทีละสิบบาท รับได้ แต่ถ้าได้เสียทีละเป็นร้อย(อาจ)รับไม่ได้
ซึ่งตรงนี้ก็มีปัญหาตามมาอีกว่า ทำไมให้เด็กเล่นได้-เสียทีละสิบบาท แล้วบอกว่ารับได้ แล้วสำหรับผู้ใหญ่ที่มีฐานะ การได้เสียทีละเป็นร้อย เป็นพัน หรือเป็นหมื่นของเขา คือเรื่องธรรมดา ทำไมจึงรับไม่ได้
๕.
คำนิยามเรื่อง "การพนัน" ยังมีปัญหาอีกหลายประการ เป็นประเด็นถกเถึยงต่อได้อีกมาก เช่น เล่นหุ้นแบบเก็งกำไรระยะสั้นถือว่าเป็นบาปแบบการพนันหรือไม่? การทำประกันชีวิตหรือประกันภัยเป็นการพนันด้วยหรือไม่? บางทฤษฎีบอกว่ามันก็คือการพนันชนิดหนึ่ง แต่บางทฤษฎีก็ว่า ไม่ใช่การพนัน เพราะมันได้ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจในบางด้านและบางระดับ แต่การพนันไม่ได้ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจกิจอย่างใดเลย
ซึ่งตรงนี้ก็จะมีการแย้งว่าไม่จริง เพราะการพนันก็คือ "ธุรกิจบันเทิง" ชนิดหนึ่งนั่นแหละ การพนันคือการละเล่นที่ให้ความสนุกสนานบันเทิงแก่ผู้คนได้เหมือนสวนสนุกและดูหนังฟังเพลงและร้านอาหารผับบาร์เธค ถ้าโรงหนังยังถูกควบคุมโดยมีการติดเรทได้ ร้านผับบาร์เธคยังควบคุมโดยห้ามคนต่ำกว่าสิบแปดเข้าได้ การพนันก็ควบคุมได้เช่นกัน

๖.
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า คาสิโนถูกกฎหมาย "ไม่มีทางเกิดได้" ในรัฐบาลนี้แน่นอน แต่กระนั้นก็เศร้าใจว่า มีคนไทยมากมายเดินทางไปเที่ยวในคาสิโนถูกกฎหมายของประเทศเหล่านั้นและเสียเงินให้แก่ประเทศเหล่านั้นเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี แม้แต่พวกข้าราชการ รวมถึงทหาร-ตำรวจ ที่มีกฎกระทรวงห้ามไม่ให้เข้าคาสิโนต่างประเทศเหล่านั้นแต่ความเป็นจริงก็คือไปกันทั้งนั้น และเข้าไปเป็นหมู่คณะด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ยังแปลกใจยิ่งขึ้นว่า ประเทศไทยไม่สามารถมีคาสิโนถูกกฎหมายได้ทั้งที่ทราบดีว่า จะสามารถป้องกันไม่ให้รายได้ออกนอกประเทศได้มากกว่า และยังทำให้ควบคุมความเสียหายของผู้เล่นพนันได้มากกว่า ควบคุมอาชญากรรมได้ดีกว่า ควบคุมคอรัปชั่นได้ดีกว่า ควบคุมเจ้าของกิจการบ่อนคาสิโนได้ดีกว่า และรัฐยังได้รับประโยชน์ได้ดีกว่า
แน่นอนว่าคำพูดที่ว่า "เพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ" คงเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญ ทำให้ไทยกลายเป็นรัฐที่ "ปากว่าตาขยิบ" คือไม่ยอมให้มีคาสิโนถูกกฎหมาย แต่ให้มีบ่อนเถื่อนทั่วไปหมด ซึ่งรัฐก็รู้เต็มอกว่าของใครและใครได้ประโยชน์บ้าง เป็นรัฐที่ไม่ให้มีโสเภณีถูกกฎหมาย ซึ่งรัฐก็รู้เต็มอก ว่าของใครและใครได้ประโยชน์บ้าง ซึ่งประชาชนก็ตกเป็นเหยื่อและรัฐก็ทั้งเสียประโยชน์และยังควบคุมอะไรไม่ได้เลย
การเป็นรัฐที่เน้นนโยบายสร้างภาพหรือรักษาภาพ(พจน์) มากเกินไป ทำให้รัฐไม่ยอมรับความจริง และเมื่อไม่ยอมรับความจริงก็เท่ากับอยู่กับความลวง และการอยู่กับความลวง คือหนทางแห่งความพินาศ
แต่ว่าไปเแล้วเรื่องนี้โทษแต่รัฐไม่ได้ เนื่องจากคณะรัฐบาลที่เป็นนักการเมืองย่อมมองว่าเรื่องนี้เป็นเผือกร้อน หากใครอนุมัติให้ทำก็จะเสียคะแนนเสียง และเสียภาพลักษณ์ ถูกมองว่าเป็นคนชั่วคนบาปและเป็นคนทำลายศาสนา
ยิ่งกว่านั้น จงเชื่อเถิดว่า การที่ประเทศไทยทำคาสิโนถูกกฎหมายไม่ได้ ไม่ได้ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ดีที่จะถูกมองว่าเป็นรัฐที่ศีลธรรมสูงกว่าประเทศอื่น หรือคนไทยเคร่งศาสนามากกว่าชาติอื่น
แต่จะถูกมองว่า ที่เปิดไม่ได้เพราะคนไทยไม่เชื่อมั่นในรัฐตนเอง และไม่เชื่อมั่นในประชาชนคนไทยกันเอง ที่ว่าไม่เชื่อมั่นในตนเอง ก็คือเชื่อว่า รัฐของตนไม่มีประสิทธิภาพพอและดีพอที่จะควบคุมกิจการเหล่านี้ได้ และเชื่อว่าคนไทยควบคุมตัวเองเรื่องการพนันไม่ได้ อีกทั้งคนไทยไม่อยากเสียภาพลักษณ์ทางด้านการเป็นเมืองศาสนาด้วย
ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์
แต่เนื่องจากมีการพูดถึงเรื่องการพนันและคาสิโนว่าไม่ควรเปิดเพราะเรื่องของศาสนา จึงต้องขอแสดงความเห็นในเชิงศาสนวิทยาไว้ ณ ที่นี้
๑.
เรื่องของการพนันกับศาสนา เราต้องตระหนักก่อนว่า ข้อกำหนดของศาสดาในศาสนาต่างๆ นั้นมีมาเป็นยุคโบราณนานมาแล้ว และยังเป็นเรื่องที่อยู่ในบริบทของท้องถิ่นเดียวด้วย ฉะนั้น หากศาสนาใดจะพูดถึงการพนัน ก็เป็นการพูดในบริบทที่เกิดขึ้นแต่โบราณนานมาแล้วและเป็นบริบทของท้องถิ่นเดียวด้วย การพนันในยุคสมัยนั้นและท้องถิ่นนั้นก็อาจแตกต่างจากการพนันของยุคสมัยปัจจุบันและท้องถิ่นอื่นๆ
การพนันในยุคโบราณ ไม่มีการควบคุมอายุและตัวทรัพย์ พนันเอาตัวเองเป็นทาสก็ยังได้ พนันเอาลูกเมียก็ยังได้ แต่ปัจจุบันนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่หรือไม่(ในทางสาธารณะ) และยังควบคุมได้ไหม หรือโลกทุกปัจจุบันนี้ก็ยังคงเหมือนยุคโบราณทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง?
๒.
คำว่า "การพนัน" ไม่มีการถูกกล่าวถึงในศาสนาโบราณหลายศาสนา การที่บอกว่า "ทุกศาสนาห้ามเรื่องการพนัน" จึงไม่อาจพูดได้ว่าเป็นความจริง บางศาสนาในปัจจุบันที่บอกว่า การพนันเป็นเรื่องผิด แท้จริงแล้วเป็นการตีความและโยงหลักการศาสนาบางอย่างไปจับ
ศาสนาที่พูดถึงการพนันตรงที่สุดและกล่าวโทษการพนันรุนแรงที่สุด พูดได้ว่าคือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม
ในศาสนาพุทธ มีการระบุว่า คนที่การเล่นพนันจะตกนรก "ขุมที่ ๖" ซึ่งชื่อในภาษาบาลีว่า "ตาปนนรก" อธิบายกันว่าเป็นสถานที่สำหรับพวกที่ชอบเล่นการพนันทุกชนิด
ซึ่งก็ต้องขอเพิ่มเติมว่า นรกขุมที่ ๕ มหาโรรุวนรก เป็นสถานที่สำหรับพวกที่ชอบดื่มสุรา หรือเสพสิ่งมึนเมา ยาเสพติด ส่วนนรกขุมที่ ๗ มหาตาปนนรก เป็นสถานที่สำหรับพวกที่ชอบเที่ยวกลางคืน
นั่นก็เท่ากับบอกว่า การตกนรกในเกณฑ์ของศาสนาพุทธ ไม่ใช่แค่ผิดศีลห้าเท่านั้น แต่เล่นการพนัน ดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือเที่ยวกลางคืน ก็ต้องตกนรกด้วย
๓.
ในศาสนาอิสลาม การพนัน และรายได้จากการพนัน ถือเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) เช่นเดียวกับดื่มสุรา มาจากซาตาน และทำให้ตกนรก (ซึ่งก็น่าแปลกว่า มาเลเซียซึ่งใช้กฎหมายอิสลามเข้มข้นในระดับหนึ่งกลับให้ตั้งสถานคาสิโนถูกกฎหมายได้ที่เกนติ้ง)
ในศาสนาคริสต์นั้น ไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่า การพนันเป็นบาป แต่มีผู้ที่พยายามโยงโดยการอ้างว่า มีศาสนบัญญัติที่บอกว่า "อย่าโลภ" ฉะนั้น ศาสนิกต้องอย่าเล่นการพนันเพราะการพนันเกิดมาจากความโลภ อะไรทำนองนี้เป็นต้น ซึ่งก็ต้องพิจารณาให้ดีว่าการตีความเช่นนี้มีน้ำหนักพอหรือไม่
(ถึงตรงนี้ขอพูดเรื่องการดื่มสุราแล้วตกนรกสักหน่อยว่า ถ้าเป็นจริง ก็น่าห่วงว่า ชาวตะวันตกที่ดื่มพั๊นช์จิบไวน์หรือดื่มเบียร์ซึ่งมีแอลกอฮอล์มาแต่โบราณกาลก็คงตกนรกกันหมดตลอดประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว รวมทั้งพวกที่ไปชอบไปเที่ยวห้างหรือดูภาพยนต์หลังฟ้ามืดด้วยกระมัง)
ในบางศาสนานั้นไม่ได้บอกว่าการพนันเป็นบาป หรือเป็นสิ่งที่ทำให้ตกนรก เป็นเพียงการบอกว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชีวิต "ไม่เจริญ" หรือทำให้ชีวิต "เสื่อม" การกล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายถึงเป็นความผิดบาปร้ายแรง หรือเป็นบาปหนัก หรือเป็นอนันตริยกรรม อันจะนำมาซึ่งโทษร้ายแรงในนรกแต่อย่างใด
๔.
การพนันในยุคโบราณกับยุคปัจจุบันมีพัฒนาการและการตีความหมายต่างกันไม่น้อย
โดยพื้นฐานแล้ว การพนัน ก็คือ "การละเล่นชนิดหนึ่ง" หรือ "เกมชนิดหนึ่ง" ที่มีลักษณะที่มีผลแพ้-ชนะ ที่ทำให้ผู้เล่นเกิดความตื่นเต้นเร้าใจจากการที่ได้เสี่ยงได้ลุ้น จากการแพ้-ชนะ ได้-เสีย ซึ่งในการพนันนี้อาจมีการใช้แต่โชคหรือใช้ฝีมือทักษะประกอบด้วยก็ได้ ซึ่งความตื่นเต้นนี้ก็ก่อให้เกิดความบันเทิง สนุกสนานเพลิดเพลินรื่นเริง
ซึ่งการละเล่นที่เรียกว่าเป็นเกมส์กีฬาหรือแม้แต่มหรสพชนิดไหนๆก็มุ่งทำให้ผู้คนตื่นเต้นทั้งนั้น มนุษย์ต้องการผ่อนคลายจากความเบื่อหน่ายและต้องการความตื่นเต้นสนุกสนาน และว่าไปมันก็คือความสุขชนิดหนึ่ง
และคนก็ยอมจ่ายราคาเพื่อให้ได้ความตื่นเต้นอันนำมาซึ่งความสุขอันนี้
ฉะนั้น ปัญหาของการพนัน จึงไม่ใช่ตัวการพนันเอง แต่ปัญหาอยู่ที่สองอย่างคือ หนึ่ง วิธีที่ใช้พนันนั้นถูกต้องชอบธรรมหรือไม่? เช่น ถ้าพนันด้วยการ "โยนเหรียญหัว-ก้อย" รับได้ แต่ถ้าพนันด้วยการ "รัสเซี่ยนรูเล็ตต์" หรือเอาปืนลูกโม่ใส่กระสุนนัดเดียวแล้วยิงหัวตัวเอง อย่างนี้รับไม่ได้
และสอง ความเสียหายใดๆที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้แพ้พนันนั้นอยู่ในระดับที่สังคมรับได้หรือไม่? เช่น ถ้าตู้เกมส์หยอดเหรียญเพื่อคีบตุ๊กตา ได้เสียทีละสิบบาท รับได้ แต่ถ้าได้เสียทีละเป็นร้อย(อาจ)รับไม่ได้
ซึ่งตรงนี้ก็มีปัญหาตามมาอีกว่า ทำไมให้เด็กเล่นได้-เสียทีละสิบบาท แล้วบอกว่ารับได้ แล้วสำหรับผู้ใหญ่ที่มีฐานะ การได้เสียทีละเป็นร้อย เป็นพัน หรือเป็นหมื่นของเขา คือเรื่องธรรมดา ทำไมจึงรับไม่ได้
๕.
คำนิยามเรื่อง "การพนัน" ยังมีปัญหาอีกหลายประการ เป็นประเด็นถกเถึยงต่อได้อีกมาก เช่น เล่นหุ้นแบบเก็งกำไรระยะสั้นถือว่าเป็นบาปแบบการพนันหรือไม่? การทำประกันชีวิตหรือประกันภัยเป็นการพนันด้วยหรือไม่? บางทฤษฎีบอกว่ามันก็คือการพนันชนิดหนึ่ง แต่บางทฤษฎีก็ว่า ไม่ใช่การพนัน เพราะมันได้ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจในบางด้านและบางระดับ แต่การพนันไม่ได้ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจกิจอย่างใดเลย
ซึ่งตรงนี้ก็จะมีการแย้งว่าไม่จริง เพราะการพนันก็คือ "ธุรกิจบันเทิง" ชนิดหนึ่งนั่นแหละ การพนันคือการละเล่นที่ให้ความสนุกสนานบันเทิงแก่ผู้คนได้เหมือนสวนสนุกและดูหนังฟังเพลงและร้านอาหารผับบาร์เธค ถ้าโรงหนังยังถูกควบคุมโดยมีการติดเรทได้ ร้านผับบาร์เธคยังควบคุมโดยห้ามคนต่ำกว่าสิบแปดเข้าได้ การพนันก็ควบคุมได้เช่นกัน

๖.
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่า คาสิโนถูกกฎหมาย "ไม่มีทางเกิดได้" ในรัฐบาลนี้แน่นอน แต่กระนั้นก็เศร้าใจว่า มีคนไทยมากมายเดินทางไปเที่ยวในคาสิโนถูกกฎหมายของประเทศเหล่านั้นและเสียเงินให้แก่ประเทศเหล่านั้นเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี แม้แต่พวกข้าราชการ รวมถึงทหาร-ตำรวจ ที่มีกฎกระทรวงห้ามไม่ให้เข้าคาสิโนต่างประเทศเหล่านั้นแต่ความเป็นจริงก็คือไปกันทั้งนั้น และเข้าไปเป็นหมู่คณะด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ยังแปลกใจยิ่งขึ้นว่า ประเทศไทยไม่สามารถมีคาสิโนถูกกฎหมายได้ทั้งที่ทราบดีว่า จะสามารถป้องกันไม่ให้รายได้ออกนอกประเทศได้มากกว่า และยังทำให้ควบคุมความเสียหายของผู้เล่นพนันได้มากกว่า ควบคุมอาชญากรรมได้ดีกว่า ควบคุมคอรัปชั่นได้ดีกว่า ควบคุมเจ้าของกิจการบ่อนคาสิโนได้ดีกว่า และรัฐยังได้รับประโยชน์ได้ดีกว่า
แน่นอนว่าคำพูดที่ว่า "เพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ" คงเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนสำคัญ ทำให้ไทยกลายเป็นรัฐที่ "ปากว่าตาขยิบ" คือไม่ยอมให้มีคาสิโนถูกกฎหมาย แต่ให้มีบ่อนเถื่อนทั่วไปหมด ซึ่งรัฐก็รู้เต็มอกว่าของใครและใครได้ประโยชน์บ้าง เป็นรัฐที่ไม่ให้มีโสเภณีถูกกฎหมาย ซึ่งรัฐก็รู้เต็มอก ว่าของใครและใครได้ประโยชน์บ้าง ซึ่งประชาชนก็ตกเป็นเหยื่อและรัฐก็ทั้งเสียประโยชน์และยังควบคุมอะไรไม่ได้เลย
การเป็นรัฐที่เน้นนโยบายสร้างภาพหรือรักษาภาพ(พจน์) มากเกินไป ทำให้รัฐไม่ยอมรับความจริง และเมื่อไม่ยอมรับความจริงก็เท่ากับอยู่กับความลวง และการอยู่กับความลวง คือหนทางแห่งความพินาศ
แต่ว่าไปเแล้วเรื่องนี้โทษแต่รัฐไม่ได้ เนื่องจากคณะรัฐบาลที่เป็นนักการเมืองย่อมมองว่าเรื่องนี้เป็นเผือกร้อน หากใครอนุมัติให้ทำก็จะเสียคะแนนเสียง และเสียภาพลักษณ์ ถูกมองว่าเป็นคนชั่วคนบาปและเป็นคนทำลายศาสนา
ยิ่งกว่านั้น จงเชื่อเถิดว่า การที่ประเทศไทยทำคาสิโนถูกกฎหมายไม่ได้ ไม่ได้ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ดีที่จะถูกมองว่าเป็นรัฐที่ศีลธรรมสูงกว่าประเทศอื่น หรือคนไทยเคร่งศาสนามากกว่าชาติอื่น
แต่จะถูกมองว่า ที่เปิดไม่ได้เพราะคนไทยไม่เชื่อมั่นในรัฐตนเอง และไม่เชื่อมั่นในประชาชนคนไทยกันเอง ที่ว่าไม่เชื่อมั่นในตนเอง ก็คือเชื่อว่า รัฐของตนไม่มีประสิทธิภาพพอและดีพอที่จะควบคุมกิจการเหล่านี้ได้ และเชื่อว่าคนไทยควบคุมตัวเองเรื่องการพนันไม่ได้ อีกทั้งคนไทยไม่อยากเสียภาพลักษณ์ทางด้านการเป็นเมืองศาสนาด้วย
ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558
อังกฤษกับการเริ่มเปลี่ยนจุดยืนเรื่องสถาบันกษัตริย์กับศาสนา และเพศของพระประมุข

อังกฤษแก้กฎให้กษัตริย์อภิเษกกับสตรีคาทอลิกได้แล้ว รวมทั้งให้ราชธิดาสืบบััลลังก์ได้ด้วย
เครือจักรภพอังกฤษ ประกาศเปลี่ยนกฏมณเฑียรบาลหลายข้อ หนึ่งในข้อที่เกี่ยวข้องกับคาทอลิกก็คือ "กษัตริย์สามารถอภิเษกกับสตรีชาวคาทอลิกได้แล้ว" ... โดยกฎแล้ว กษัตริย์อังกฤษจะต้องนับถือศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ และสมัยก่อน เวลากษัตริย์อังกฤษจะอภิเษกกับสตรีที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ก็จะบังคับว่าสตรีคนนั้นก็ต้องเปลี่ยนมานับถือเชิร์ชออฟอิงแลนด์ก่อน ถึงจะเข้าพิธีได้ ...
ที่ต้องเปลี่ยนเพราะ "เคท มิดเดิลตัน" พระชายาในเจ้าฟ้าชายวิลเลียม เป็นคาทอลิกนั่นเอง http://bbc.in/tVHWV9
การเปลี่ยนไม่ใช่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของอังกฤษโดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกันอีกด้วย ทั้งที่กฎนี้ใช้มานานกว่า 300 ปี
วันที่ 28 ต.ค. 2554 บีบีซีรายงานว่า ผู้นำกลุ่มประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ 16 ประเทศ รวมถึงอังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย เห็นพ้องในการประชุมสุดยอดกันที่ออสเตรเลีย ให้เปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของอังกฤษที่ใช้มานานกว่า 300 ปี โดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกัน ผลจากการเปลี่ยนกฎดังกล่าว จะทำให้ทายาทพระองค์แรกของเจ้าชายวิลเลียมและเคต ดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากเจ้าชายวิลเลียมในทันที ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย
นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศการเปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาล ภายหลังการประชุมที่ออสเตรเลีย ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งอังกฤษ เสด็จฯ เยือนออสเตรเลีย โดยระบุว่ากฎหมายเก่าแก่กลายเป็นสิ่งล้าสมัยกับประเทศอังกฤษที่ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
"การให้พระโอรสที่อ่อนชันษากว่าเป็นผู้สืบราชบัลลังก์แทนที่จะเป็นพระธิดาที่มีชันษามากกว่า เพียงเพราะความเป็นผู้ชายนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับอีกแล้ว รวมไปถึงข้อห้ามว่า รัชทายาทเสกสมรสกับผู้นับถือศาสนาอื่นใดก็ได้ ยกเว้นคาทอลิก ก็สมควรต้องเปลี่ยน" คาเมรอนกล่าว
สำหรับกฎมณเฑียรบาลเดิมของราชวงศ์วินด์เซอร์กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์สืบราชสมบัติได้ต้องเป็นพระโอรสองค์แรกเท่านั้นและจะให้สิทธิ์พระธิดาองค์โตก็ต่อเมื่อในราชวงศ์ไม่มีพระโอรสเลย เหมือนสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งสหราชอาณาจักรองค์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ เจ้าชายวิลเลียม พระโอรสในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า ทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 ของราชวงศ์อังกฤษ ต่อจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระราชบิดา เจ้าชายวิลเลียมเข้าพิธีเสกสมรสกับแคทเธอรีน หรือ เคต มิดเดิลตัน เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ปีคศ. 2554
ต่อมา ก็ทรงมีพระประสูติกาล “พระโอรส” เมื่อ 22 ก.ค. ปีค.ศ.2556 ทรงให้พระนามว่า "เจ้าชายจอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์ แห่งเคมบริจด์"
เครือจักรภพอังกฤษ ประกาศเปลี่ยนกฏมณเฑียรบาลหลายข้อ หนึ่งในข้อที่เกี่ยวข้องกับคาทอลิกก็คือ "กษัตริย์สามารถอภิเษกกับสตรีชาวคาทอลิกได้แล้ว" ... โดยกฎแล้ว กษัตริย์อังกฤษจะต้องนับถือศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ และสมัยก่อน เวลากษัตริย์อังกฤษจะอภิเษกกับสตรีที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ก็จะบังคับว่าสตรีคนนั้นก็ต้องเปลี่ยนมานับถือเชิร์ชออฟอิงแลนด์ก่อน ถึงจะเข้าพิธีได้ ...
ที่ต้องเปลี่ยนเพราะ "เคท มิดเดิลตัน" พระชายาในเจ้าฟ้าชายวิลเลียม เป็นคาทอลิกนั่นเอง http://bbc.in/tVHWV9
การเปลี่ยนไม่ใช่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของอังกฤษโดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกันอีกด้วย ทั้งที่กฎนี้ใช้มานานกว่า 300 ปี
วันที่ 28 ต.ค. 2554 บีบีซีรายงานว่า ผู้นำกลุ่มประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ 16 ประเทศ รวมถึงอังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย เห็นพ้องในการประชุมสุดยอดกันที่ออสเตรเลีย ให้เปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของอังกฤษที่ใช้มานานกว่า 300 ปี โดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกัน ผลจากการเปลี่ยนกฎดังกล่าว จะทำให้ทายาทพระองค์แรกของเจ้าชายวิลเลียมและเคต ดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากเจ้าชายวิลเลียมในทันที ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย
นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศการเปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาล ภายหลังการประชุมที่ออสเตรเลีย ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งอังกฤษ เสด็จฯ เยือนออสเตรเลีย โดยระบุว่ากฎหมายเก่าแก่กลายเป็นสิ่งล้าสมัยกับประเทศอังกฤษที่ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
"การให้พระโอรสที่อ่อนชันษากว่าเป็นผู้สืบราชบัลลังก์แทนที่จะเป็นพระธิดาที่มีชันษามากกว่า เพียงเพราะความเป็นผู้ชายนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับอีกแล้ว รวมไปถึงข้อห้ามว่า รัชทายาทเสกสมรสกับผู้นับถือศาสนาอื่นใดก็ได้ ยกเว้นคาทอลิก ก็สมควรต้องเปลี่ยน" คาเมรอนกล่าว
สำหรับกฎมณเฑียรบาลเดิมของราชวงศ์วินด์เซอร์กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์สืบราชสมบัติได้ต้องเป็นพระโอรสองค์แรกเท่านั้นและจะให้สิทธิ์พระธิดาองค์โตก็ต่อเมื่อในราชวงศ์ไม่มีพระโอรสเลย เหมือนสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งสหราชอาณาจักรองค์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ เจ้าชายวิลเลียม พระโอรสในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า ทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 ของราชวงศ์อังกฤษ ต่อจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระราชบิดา เจ้าชายวิลเลียมเข้าพิธีเสกสมรสกับแคทเธอรีน หรือ เคต มิดเดิลตัน เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ปีคศ. 2554
ต่อมา ก็ทรงมีพระประสูติกาล “พระโอรส” เมื่อ 22 ก.ค. ปีค.ศ.2556 ทรงให้พระนามว่า "เจ้าชายจอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์ แห่งเคมบริจด์"
เจ้าชายน้อยพระองค์นี้ จึงมีสิทธิ์เสกสมรสกับชาวคาทอลิก โดยที่ยังขึ้นครองราชย์ได้ แต่การแก้ไขกฎทั้ง 2 ข้อนี้ไม่มีผลย้อนหลังไปถึงรัชทายาทลำดับที่ 1 และ 2
แต่เดิมนั้น อังกฤษเคยเป็นประเทศคาทอลิก ต่อมานับตั้งแต่กษัตริย์เฮนรี ที่ 8 ประกาศแยกตัวจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกในกรุงโรม ในศตวรรษที่ 16 นำมาซึ่งการประหัตประหารทางศาสนา แล้วพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ก็เลยตั้งศาสนาคริสต์นิกายใหม่ของอังกฤษเองขึ้นมา ชื่อว่า นิกายคริสตจักรอังกฤษ หรือ Church of England หรือ Anglican แล้วก็ตั้งให้ตำแหน่งกษัตริย์ของตนเองเป็นประมุขทางศาสนาหรือพระสังฆราชไปด้วยเลย (เรื่องนี้มีเหตุจากการที่พระเจ้าจอร์จอยากหย่าร้างกับราชินีเดิมแล้วแต่งงานใหม่ ซึ่งต้องขออนุญาตจากโป๊ปก่อน แต่โป๊ปไม่ทรงอนุญาต ก็เลยแยกต่อต้านโป๊บจนแยกนิกายเสียเลย)
จากนั้นพระเจ้าจอร์จก็ตั้งกฎมณเฑียรบาลว่า ประมุขของประเทศอังกฤษทุกองค์ต้องมีฐานะเป็นประมุข “คริสตจักรอังกฤษ” (Anglican) ด้วย ดังนั้น กษัตริย์อังกฤษทุกพระองค์จึงต้องเป็น “องค์ศาสนูปถัมภก” และนับถือศาสนาคริสต์นิกายนี้ไปโดยปริยาย
แต่กฎใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างผลักดันให้เป็นกฎหมาย อนุญาตให้อภิเษกสมรสกับผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิกได้
อย่างไรก็ตาม กฎมณเฑียรบาลที่ยังคงเป็นเหมือนเดิมคือ หากกษัตริย์อังกฤษองค์ใดจะ "เปลี่ยนนิกาย"
ซึ่งนั่นก็รวมถึงกรณีที่ต้องการหันไปนับถือศาสนาอื่น ...หรือไม่นับถือศาสนาใด
อันนี้...ก็จะต้องสละราชบัลลังก์
ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






