แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาคริสต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาคริสต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อความเชื่อ ความศรัทธา ถูกสั่นคลอนในโลกภาพยนตร์

เมื่อความเชื่อ ความศรัทธา ถูกสั่นคลอนในโลกภาพยนตร์

     The  Man From Earth คือภาพยนตร์ที่เรากำลังจะพูดถึง ซึ่งความแยบคายในการถ่ายทอดเรื่องราวของภาพยนตร์จากปี 2009 เรื่องนี้ เป็นที่พูดถึงมากทีเดียวสำหรับคอหนังนอกกระแส โดยเรื่องนี้ใช้การถ่ายทำเพียงแค่ในห้องนั่งเล่น และมีออกมาที่หน้าบ้านในบางครั้ง รวมแล้วมีแค่ 2 ที่เท่านั้น

     เรื่องราวของ The Man From Earth เริ่มจากจอห์น โอลด์แมน ชายผู้หนึ่งกำลังจะขนของย้ายถิ่นอาศัย หลังจากที่เขาอยู่ในที่แห่งนี้มานานราว 10 ปี ซึ่งก็มีเพื่อน ๆ 6-7 คน เข้ามาเยี่ยมเยียนที่บ้านเพื่อจะกล่าวคำลา แน่นอนว่าเมื่อมีคนเข้ามารวมกันแบบนี้ ก็ต้องมีเรื่องให้สนทนากัน แม้ว่าแต่ละคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงต่าง ๆ อย่างเช่นนักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญในศาสนา แต่บทสนทนาที่เปิดขึ้นมาจากปากของจอห์นว่า เขามีชีวิตอยู่มานานกว่า 10,000 ปีแล้ว ทำให้ทุกคนรู้สึกฉงนขึ้นมาในทันที ทำไมจอห์นเลือกที่จะพูดเรื่องนี้

     ในช่วงแรกดูเหมือนจะเป็นการพูดคุยสัพเพเหระ ไม่มีใครจริงจังกับประเด็นนี้นัก ไม่มีใครเล่น <a href=“https://scr888.gclub-casino.com/">918kiss</a> ทุกคนผลัดกันวนถามคำถามแก่จอห์น ซึ่งจอห์นเองก็ตอบไปเรื่อย ๆ ในแบบที่ไม่มีใครสามารถหักล้างคำตอบนั้นได้เลย เขาเล่าตั้งแต่สมัยที่ยังคงเป็นมนุษย์ถ้ำอยู่ในดินแดนที่เชื่อว่าเป็นทวีปยุโรปในปัจจุบัน เร่ร่อนหลบภัยหนาวไปทางตะวันออกเรื่อย ๆ ผลัดเปลี่ยนถิ่นฐานอยู่ตลอดทุกทศวรรษ จนกระทั่งล่วงเข้ามายังดินแดนในแถบทวีปเอเชีย ผ่านตะวันออกกลาง และเข้ามาถึงอินเดีย ซึ่งที่นั่น จอห์นเล่าว่าเขาได้พบกับพระพุทธเจ้า

     ผู้เป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธได้สอนหลายสิ่งให้แก่จอห์น ซึ่งตัวเขาได้นำเอาหลักคำสอนเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต เขาร่วมเดินทางไปกับพระพุทธเจ้าอยู่พักหนึ่ง โดยที่พระองค์ท่านมิได้พูดถึงความพิเศษที่จอห์นมีอยู่ หลังจากนั้นจอห์นก็ได้จากลาแดนชมพูทวีป แล้วเดินทางย้อนกลับไปทางตะวันตก เขาเล่าว่าได้เผยแพร่ถึงคำสอนจากพระพุทธเจ้าที่ตัวเขาเองเลือกหยิบบางข้อมาใช้ และบางข้อก็ได้ประยุกต์แล้ว เขาเผยแพร่คำสอนผู้คนมาตลอดทาง โดยที่เขาค่อย ๆ ย้ายถิ่นที่อยู่ไปอย่างช้า ๆ จนกระทั่งเขาได้เดินทางกลับมายังแผ่นดินยุโรปอีกครั้ง และดูเหมือนว่าจะมีผู้คนบางกลุ่มที่ไม่พอใจ ส่งผลให้เขาถูกตรึงกางเขน

     ถึงตอนนี้หลายคนคงพอจะฉุกคิดขึ้นมาแล้วว่าจอห์นเป็นใคร ใช่คนที่คิดไว้หรือเปล่า เพื่อน ๆ ของจอห์นที่นั่งล้อมวงฟังกันก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน มีการถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น อย่างรอยแผลการตอกตะปูตรึงกางเขน แต่จอห์นตอบว่าเป็นแค่เชือกมัด แต่มีการนำไปแต่งเติมในภายหลังให้ดูขลังขึ้น มีการถามถึงการเทศนาบนภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งจอห์นก็ตอบไปตามตรง

     และเมื่อเล่าถึงตอนนี้มันไม่มีอะไรปกติแล้ว เพราะถ้าความจริงคือพระเจ้าเป็นปุถุชนธรรมดา ไม่ใช่ผู้วิเศษ หลาย ๆ สิ่งถูกเติมแต่งให้เหนือจริง เมื่อเป็นเช่นนั้น ความเชื่อ ความศรัทธาที่ตัวเรามีต่อองค์ศาสดาและคำสอนในศาสนา ยังคงเป็นเช่นเดิมอยู่หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ The Man From Earth ทำให้เรารู้สึกถึงความชอบกลในเรื่องราว และทำให้ความเชื่อของเราที่เคยมีสั่นคลอน

อย่างน้อยก็หลายวันทีเดียวหลังจากที่ผ่านจุดสิ้นสุดของภาพยนตร์

วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทำไม เยรูซาเล็ม จึงสำคัญนักหนาสำหรับอิสราเอล?

สำหรับชาวยิวแล้ว เยรูซาเล็มคือที่ตั้งของเนินเขาไซออน (Zion) หรือภูเขาแห่ง "พระวิหารศักดิ์สิทธิ์" หรือ The Temple Mount

ที่จริงผู้เขียนเองอยากจะเรียกว่า "เขาพระวิหาร" เสียด้วยซ้ำ

พระวิหารนี้ถูกสร้างโดยกษัตริย์โซโลมอน (สุไลมาน) ราชโอรสแห่งกษัตริย์เดวิด ซึ่งปกครองในช่วงปี 971-931 ก่อนคริสต์ศักราช แต่พระวิหารยุคแรกนี้ต่อมาก็ถูกทำลายไปโดยกองทัพชาวบาบิโลนเมื่อปี 587 กคศ.

พระวิหารถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งเมื่อปี 537 ก่อนคริสต์ศักราชแต่หยุดชะงักไปและมาเริ่มใหม่เมื่อปี 520 ก่อนคริสต์ศักราช และเสร็จเมื่อปี 516 ก่อนคริสต์ศักราช และสถาปนาในปี 515 ก่อนคริสต์ศักราช ในสมัยกษัตริย์ไซรัสและดาไรอุส แห่งเปอร์เซีย 

อีก 500 ปีต่อมาพระวิหารหลังที่สองนี้ยังได้รับการบูณะเพิ่มเติมโดยกษัตริย์เฮโรดมหาราชจนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “พระวิหารเฮรอด”
แต่ต่อมา พระวิหารที่สองนี้ก็ยังถูกทำลายอีกครั้ง คราวนี้โดยพวกโรมันใน ค.ศ.70 เหลือแต่ซากกำแพงเก่าที่ไม่ได้ถูกทำลาย ซึ่งเป็นที่มาของ "กำแพงร้องไห้" ที่อยู่ทางตะวันตก
จากนั้นมา ผู้นับถือศาสนายูดาห์สายที่เคร่งตามแนวทางดั้งเดิม ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าเป็นนิกายออโธด็อกซ์ ก็ตั้งหน้ารอคอยเวลาที่จะสร้างพระวิหารขึ้นอีกครั้งให้ได้ เป็นพระวิหารหลังที่ 3 ในที่จุดเดิม 
ไม่ใช่แค่นั้น ในยุคนั้นยังมีผู้ทำนายที่เป็นที่เชื่อถือทำนายในคัมภีร์ว่า หากสร้างพระวิหารหลังที่สามเสร็จ พระเจ้าก็จะส่ง "เมสสิยาห์" หรือพระผู้ช่วยกู้ มาให้แก่ชาวยิวซึ่งจะทำให้ชาวยิวกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และจากนั้นพระเจ้าก็จะพิพากษาโลก
ตรงนี้เป็นเหตุที่ทำให้ชาวยิวกลุ่มนี้หรือนิกายนี้ รอคอยที่จะสร้างพระวิหารหลังที่สามให้ได้ เพราะมันจะมีสิ่งอื่นตามมาอีกตามคำทำนายโบราณ  

และชาวยิวนิกายออโธด็อกซ์นี้ มีอิทธิพลมากพอสมควรในสังคมอิสราเอล ซึ่งมีศาสนายิวอยู่ 4 นิกาย
แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า หากอิสราเอลตั้งใจจะสร้างพระวิหารหลังที่ 3 สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องเอามัสยิดอัลอักซอและโดมทอง  ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญของชาวมุสลิมเสียก่อน เพราะมัสยิดแห่งนี้ก่อสร้างอยู่บนเนินเขาไซออน (Zion) ที่ชาวยิวเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของพระวิหารโซโลมอนดังกล่าว  รวมทั้งเชื่อว่าข้างใต้มัสยิดนั้นมีซากพระวิหารโบราณฝังอยู่   (รวมทั้งบางคนก็เชื่อว่าอาจมีหีบพันธสัญญาของโมเสสด้วย)
มัสยิดอัลอักศอและโดมทองแห่งศิลา อันนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อกองทัพมุสลิมได้ยึดครองเมืองเยรูซาเล็มในปีที่ 636 ของคริสต์ศักราช ในช่วงสมัยของกาหลิบ อุมัร อิบนุ ค็อฏฏ็อบ

ซึ่งแน่นอนว่า หากอิสราเอลไปรื้อถอนศาสนสถานสำคัญอันนี้เข้า โลกมุสลิมก็ย่อมจะไม่พอใจ  และคนก็เชื่อกันถึงขั้นที่ว่า ประเทศมุสลิมทั้งหมดก็จะผนึกกำลังกันสู้ตาย
แล้วสงครามโลกครั้งที่สามก็จะบังเกิด

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ศาสนาคริสต์กับ LGBT


ประเด็นเรื่องการแต่งงานเพศเดียวกัน ทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดในหมู่ชาวคริสต์ในประเทศไทย เช่นเดียวกับในต่างประเทศ และคงจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งฝ่ายทัศนะเดิมที่คัดค้าน และฝ่ายทัศนะใหม่ที่เห็นด้วย

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ไหว้ไม้กางเขนริมนา


ภาพจากFB ของ Dilok Tamjaipuan พร้อมคำบรรยายประกอบว่า "เพราะข้าวคือชีวิต @บ้านป่าบงเปียง จ.เชียงใหม่"

เป็นภาพที่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้เห็นกัน
ภาพชาวเขาเผ่าหนึ่งกำลังไหว้ "ไม้กางเขน" ที่ปักอยู่ริมท้องนาที่เพิ่งผ่านการดำนามา

ไม้กางเขนดังกล่าวมีคล้องสายประคำคล้องกางเขนไว้ด้วย
พร้อมกับโต๊ะบูชา ที่มีเทียนและอาหารเซ่น

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เหตุใดศาสนจักรคาธอลิกจึงมีอำนาจทางการเมืองสูงมากในยุคกลาง?

ในยุโรปยุคกลาง  คริสตจักรและสมเด็จพระสันตะปาปามีบทบาทและอำนาจทางการเมืองอย่างยิ่งใหญ่มาก  เป็นทั้งผู้นำทางจิตวิญญาณและเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศด้วย   ซึ่งปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว คำถามคือ คริสต์ศาสนาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการเมืองมากขนาดนั้นได้อย่างไร    ทั้ง ๆ ที่พระเยซูคริสตเจ้าเองไม่เคยปรารถนาที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองเลย?    คำสอนของพระองค์ถูกสร้างขึ้นเพื่อชำระวิญญาณและไถ่บาปให้แก่มวลมนุษยชาติ มิได้มุ่งหวังที่จะสร้างรัฐและรัฐบาล หรือข้อเสนอแนะนำว่าสถาบันทางโลกควรมีหน้าที่อย่างไร พระองค์มุ่งหวังที่จะสถาปนาอาณาจักรธรรม และทรงประกาศยืนยันว่าพระองค์ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางโลกแม้แต่น้อย 

 แต่เหตุใดในยุคกลางจึงเป็นเช่นนั้น   มีแนวคิดอะไรอยุ่เบื้องหลัง?  

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แก่นและกระพี้แห่งศรัทธา

ผู้เขียนได้เคยได้อ่านพบข้อความหนึ่งว่า "...หากพระเยซูทรงถูกประหารเมื่อยี่สิบปีก่อน ทุกวันนี้เราคงได้เห็นชาวคริสต์ห้อยเก้าอี้ไฟฟ้า แทนห้อยไม้กางเขน..." ผู้กล่าวคำนี้เป็นนักเขียนตะวันตกคนหนึ่ง 

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

นักรณรงค์เพศทางเลือกอังกฤษบอก "พระเยซูอาจเป็นเกย์"

จากรายงานของดิอินดิเพนเดนท์ นายปีเตอร์ แทตเชล นักรณรงค์ทางการเมืองชาวเพศทางเลือกในสหราชอาณาจักรชี้ "พระเยซู" อาจเป็นเกย์

นายแทตเชลแสดงความเห็นบนเวบไซท์ของ
เขา www.petertatchell.net/religion/jesus.htm#.VX7M-4oUxJ4.twitter  โดยกล่าวว่า "เราไม่รู้จริงๆหรอกว่าพระเยซูเป็นชายแท้, เกย์, ไบเซ็กชวล หรือชายโสดรักษาพรหมจรรย์ และบทสันนิษฐานที่ไม่ได้กล่าวโดยตรงของศาสนจักรซึ่งเชื่อกันว่าพระองค์เป็นชายแท้ หรือเป็นผู้ที่ปราศจากความต้องการด้านกามารมณ์ก็ขาดหลักฐานประกอบข้ออ้างที่แน่ชัด"  "ด้วยเหตุที่คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้บ่งบอกโดยชัดเจนว่าพระคริสต์ (พระเยซู) มีความรู้สึกทางเพศต่อสตรี หรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิง ความเป็นไปได้ที่พระองค์อาจเป็นเกย์จึงไม่อาจถูกตัดออกไปได้"
นายแทตเชลได้อ้างบางส่วนของ "คำสอนลับของนักบุญมาร์ก" (Secret Gospel of Mark) -หนึ่งในเอกสารไบเบิลที่เป็นที่ถกเถียงและโต้แย้งกันมากที่สุด และหลายคนเชื่อว่าเป็นเอกสารปลอม- มาใช้สนับสนุนข้ออ้างของตนที่ว่าพระเยซูอาจเป็นชายรักชาย

ถ้อยคำที่ถูกยกอ้างมีความว่า "หลังจากผ่านไป 6 วัน พระเยซูได้กล่าวต่อเขาว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และในเย็นวันนั้นเด็กหนุ่มได้เดินทางมาหาพระองค์ โดยมีผ้าคลุมบางๆห่อหุ้มร่างกายอันเปลือยเปล่า ซึ่งเขาได้อยู่กับพระองค์ตลอดคืน และพระองค์ได้ทรงสอนเด็กหนุ่มถึงความลึกลับในอาณาจักรแห่งพระเจ้า"

นายแทตเชลยังกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ที่คนเคร่งศาสนาจำนวนหนึ่งออกมาโต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวว่าไม่ใช่ของจริงเนื่องจากถ้อยคำในเอกสารมีส่วนทำลายความเชื่อที่เป็นหลักการของคำสอนแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะการต่อต้านพฤติกรรมรักร่วมเพศ

อย่างไรก็ดี นายแทตเชลยอมรับว่า แม้เอกสารดังกล่าวเป็นของจริง ก็ยากที่จะใช้เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่าพระเยซูเป็นคนรักร่วมเพศ เนื่องจากเอกสารมิได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ชัดแจ้งระหว่างพระเยซูและเด็กหนุ่มคนดังกล่าว แต่การมีความสัมพันธ์ทางเพศถือว่าเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้แม้จะไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม   
(มติชน)

คำพูดทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีต "เซอร์ เอลตัน จอห์น" นักร้องชาวอังกฤษคนดังซึ่งเป็นเกย์เช่นกัน  ก็พูดจนสื่อเอามาลงว่า "พระเยซูทรงเป็นเกย์ ที่เฉลียวฉลาดสุดๆ"   นักร้องเกย์คนดังกล่าวเช่นนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์ถึงหัวข้อ "การใช้ชีวิตของเกย์ในตะวันออกกลาง"

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อังกฤษกับการเริ่มเปลี่ยนจุดยืนเรื่องสถาบันกษัตริย์กับศาสนา และเพศของพระประมุข




อังกฤษแก้กฎให้กษัตริย์อภิเษกกับสตรีคาทอลิกได้แล้ว รวมทั้งให้ราชธิดาสืบบััลลังก์ได้ด้วย


เครือจักรภพอังกฤษ ประกาศเปลี่ยนกฏมณเฑียรบาลหลายข้อ หนึ่งในข้อที่เกี่ยวข้องกับคาทอลิกก็คือ "กษัตริย์สามารถอภิเษกกับสตรีชาวคาทอลิกได้แล้ว" ... โดยกฎแล้ว กษัตริย์อังกฤษจะต้องนับถือศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ และสมัยก่อน เวลากษัตริย์อังกฤษจะอภิเษกกับสตรีที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ก็จะบังคับว่าสตรีคนนั้นก็ต้องเปลี่ยนมานับถือเชิร์ชออฟอิงแลนด์ก่อน ถึงจะเข้าพิธีได้ ...

ที่ต้องเปลี่ยนเพราะ "เคท มิดเดิลตัน" พระชายาในเจ้าฟ้าชายวิลเลียม เป็นคาทอลิกนั่นเอง http://bbc.in/tVHWV9

การเปลี่ยนไม่ใช่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของอังกฤษโดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกันอีกด้วย ทั้งที่กฎนี้ใช้มานานกว่า 300 ปี

วันที่ 28 ต.ค. 2554 บีบีซีรายงานว่า ผู้นำกลุ่มประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ 16 ประเทศ รวมถึงอังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย เห็นพ้องในการประชุมสุดยอดกันที่ออสเตรเลีย ให้เปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของอังกฤษที่ใช้มานานกว่า 300 ปี โดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกัน ผลจากการเปลี่ยนกฎดังกล่าว จะทำให้ทายาทพระองค์แรกของเจ้าชายวิลเลียมและเคต ดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากเจ้าชายวิลเลียมในทันที ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย

นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศการเปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาล ภายหลังการประชุมที่ออสเตรเลีย ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งอังกฤษ เสด็จฯ เยือนออสเตรเลีย โดยระบุว่ากฎหมายเก่าแก่กลายเป็นสิ่งล้าสมัยกับประเทศอังกฤษที่ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

"การให้พระโอรสที่อ่อนชันษากว่าเป็นผู้สืบราชบัลลังก์แทนที่จะเป็นพระธิดาที่มีชันษามากกว่า เพียงเพราะความเป็นผู้ชายนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับอีกแล้ว รวมไปถึงข้อห้ามว่า รัชทายาทเสกสมรสกับผู้นับถือศาสนาอื่นใดก็ได้ ยกเว้นคาทอลิก ก็สมควรต้องเปลี่ยน" คาเมรอนกล่าว

สำหรับกฎมณเฑียรบาลเดิมของราชวงศ์วินด์เซอร์กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์สืบราชสมบัติได้ต้องเป็นพระโอรสองค์แรกเท่านั้นและจะให้สิทธิ์พระธิดาองค์โตก็ต่อเมื่อในราชวงศ์ไม่มีพระโอรสเลย เหมือนสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งสหราชอาณาจักรองค์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ เจ้าชายวิลเลียม พระโอรสในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า ทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 ของราชวงศ์อังกฤษ ต่อจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระราชบิดา เจ้าชายวิลเลียมเข้าพิธีเสกสมรสกับแคทเธอรีน หรือ เคต มิดเดิลตัน เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ปีคศ. 2554

ต่อมา ก็ทรงมีพระประสูติกาล “พระโอรส” เมื่อ 22 ก.ค. ปีค.ศ.2556  ทรงให้พระนามว่า "เจ้าชายจอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์ แห่งเคมบริจด์"  

เจ้าชายน้อยพระองค์นี้ จึงมีสิทธิ์เสกสมรสกับชาวคาทอลิก โดยที่ยังขึ้นครองราชย์ได้ แต่การแก้ไขกฎทั้ง 2 ข้อนี้ไม่มีผลย้อนหลังไปถึงรัชทายาทลำดับที่ 1 และ 2 

แต่เดิมนั้น  อังกฤษเคยเป็นประเทศคาทอลิก  ต่อมานับตั้งแต่กษัตริย์เฮนรี ที่ 8 ประกาศแยกตัวจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกในกรุงโรม ในศตวรรษที่ 16 นำมาซึ่งการประหัตประหารทางศาสนา   แล้วพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ก็เลยตั้งศาสนาคริสต์นิกายใหม่ของอังกฤษเองขึ้นมา ชื่อว่า นิกายคริสตจักรอังกฤษ หรือ Church of England หรือ Anglican    แล้วก็ตั้งให้ตำแหน่งกษัตริย์ของตนเองเป็นประมุขทางศาสนาหรือพระสังฆราชไปด้วยเลย    (เรื่องนี้มีเหตุจากการที่พระเจ้าจอร์จอยากหย่าร้างกับราชินีเดิมแล้วแต่งงานใหม่  ซึ่งต้องขออนุญาตจากโป๊ปก่อน  แต่โป๊ปไม่ทรงอนุญาต  ก็เลยแยกต่อต้านโป๊บจนแยกนิกายเสียเลย)   

จากนั้นพระเจ้าจอร์จก็ตั้งกฎมณเฑียรบาลว่า ประมุขของประเทศอังกฤษทุกองค์ต้องมีฐานะเป็นประมุข “คริสตจักรอังกฤษ” (Anglican) ด้วย ดังนั้น กษัตริย์อังกฤษทุกพระองค์จึงต้องเป็น “องค์ศาสนูปถัมภก” และนับถือศาสนาคริสต์นิกายนี้ไปโดยปริยาย

แต่กฎใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างผลักดันให้เป็นกฎหมาย อนุญาตให้อภิเษกสมรสกับผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิกได้

อย่างไรก็ตาม  กฎมณเฑียรบาลที่ยังคงเป็นเหมือนเดิมคือ หากกษัตริย์อังกฤษองค์ใดจะ "เปลี่ยนนิกาย"

ซึ่งนั่นก็รวมถึงกรณีที่ต้องการหันไปนับถือศาสนาอื่น ...หรือไม่นับถือศาสนาใด

อันนี้...ก็จะต้องสละราชบัลลังก์  


ศิลป์ชัย  เชาว์เจริญรัตน์

นิกายมอร์มอน เชื่อว่าพระเยซู "มาอเมริกา"

ชาวศาสนามอร์มอน หรือคริสต์นิกายมอร์มอน มีความเชื่อว่า เมื่อสองพันปีก่อน หลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากความตายแล้ว พระองค์ได้ทรงเสด็จมาปรากฎกายที่ทวีปอเมริกา และประกาศแก่ชาวอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ 



อ่านต่อ
https://www.facebook.com/dr.sinchai.chaojaroenrat/photos/a.494296587282529.117037.494206543958200/942619795783537/?type=1&theater

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

95 theses ของ มาร์ติน ลูเธอร์

การโต้แย้งของดร.มาร์ติน ลูเธอร์ ในประเด็นเรื่อง สิทธิของใบไถ่บาป
เขียนโดย มาร์ติน ลูเธอร์  ติดหน้าโบสถ์วิทเทนเบิร์ก ณ วันที่ 31 ตุลาคม 1517

Disputation of Doctor Martin Lutheron the Power and Efficacy of Indulgences
by Dr. Martin Luther (1517)   (Published in:  Works of Martin Luther:  Adolph Spaeth, L.D. Reed, Henry Eyster Jacobs, et Al., Trans. & Eds. (Philadelphia: A. J. Holman Company, 1915), Vol.1, pp. 29-38) Out of love for the truth and the desire to bring it to light, the following propositions will be discussed at Wittenberg, under the presidency of the Reverend Father Martin Luther, Master of Arts and of Sacred Theology, and Lecturer in Ordinary on the same at that place. Wherefore he requests that those who are unable to be present and debate orally with us, may do so by letter.
ด้วยความรักในความจริง และความปรารถนาที่จะนำสู่ความสว่าง หัวข้อต่อไปนี้เป็นประเด็นอภิปราย ณ วิทเทนเบิร์ก ภายใต้การรับผิดชอบของคุณพ่อมาร์ติน ลูเธอร์ ในฐานะศิลปศาสตร์ และเทววิทยามหาบัณฑิต และอาจารย์ประจำ เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมในการอภิปราย สามารถเข้าใจโดยลายลักษณ์อักษร

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แนวโน้มของคริสเตียนในสหรัฐในภาพรวม

ที่มา www.religioustolerance.org/chr_tren.htm   ผู้แปล ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

จากข้อมูลเร็วๆ นี้ได้บ่งชี้ถึงสถานการณ์ของศาสนาคริสต์ว่ายังคงมีความมั่นคงอยู่ จำนวนผู้นับถือศาสนาคริสต์มีสัดส่วน 34% ของทั้งโลก จึงยังคงเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในโลก

ในพื้นที่ของอเมริกาเหนือกล่าวได้ว่าคริสเตียนยังคงมีความมั่นคงมาก ผู้ใหญ่ 3 ใน 4 คนเรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียน อันดับรองลงมาคือผู้นับถืออิสลาม และศาสนายิว ซึ่งมีประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์

แม้ว่าความศรัทธาใน ศาสนาจะเสื่อมลงในหลายประเทศ แต่ในสหรัฐยังคงมีความเข้มแข็งอยู่ ในสหรัฐ จำนวนผู้ที่ไปโบสถ์ยังมีสูงกว่าหลายประเทศในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว


53 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันถือว่าศาสนาเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตของตน ในขณะที่ชาวอังกฤษจะถือเช่นนี้เพียง 16 เปอร์เซ็นต์ ในฝรั่งเศส 14 เปอร์เซ็นต์ และในเยอรมัน 13 เปอร์เซ็นต์

แต่ถึงกระนั้น ก็มีสัณญานที่น่าสนใจบางอย่างที่บ่งชี้ว่าศาสนากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ถดถอยลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในสหรัฐและทั่วโลก

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ตะลึง! ประติมากรรม “พระเยซู” เปลือย


ตะลึง! ประติมากรรม “พระเยซู” เปลือย


ฤดูกาลอีสเตอร์ในนิวยอร์กปีนี้ เริ่มต้นด้วยการเปิดตัวประติมากรรมที่ทำจากช็อคโกแลตเป็นรูปพระเจ้า ที่ตั้งชื่อผลงานนี้ว่า "มาย สวีท ลอร์ด" ทว่าทำให้กลุ่มคาทอลิกโกรธเป็นไฟเลยทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

กรณีศึกษาเรื่อง ท่าทีของคริสตชนต่อการถูกกล่าวหาจากผู้เขียน The Da Vinci Code

วาติกันเรียกร้องคริสตศาสนิกชนคว่ำบาตร Da Vinci Code

ทางสำนักวาติกันเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตร The Da Vinci Code เพราะมีเนื้อหาที่ให้ร้ายและต่อต้านคริสตจักร และยังยุแยงให้ชาวคริสต์ทั่วโลกเอาใจออกห่างอันอาจก่อให้เกิดความหายนะต่อศาสนาคริสต์ได้ ขณะที่คริสศาสนิกชนฝ่ายแองกลิกันในซิดนีย์เปิดแคมเปญให้ออกมาค้นหาความจริง เพื่อกันหนังนำความเชื่อผิดๆ มาสู่คนดู

มองซีเญอแองเจโล อามาโต ผู้ทรงอำนาจลำดับที่สองในสำนักวาติกันรองจากพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ได้กล่าวระหว่างการปราศรัยในการประชุมกลุ่มคาทอลิกที่มหาวิทยาลัย ซานตาโครเซ ในกรุงโรม กระตุ้นให้ชาวคาทอลิกจากทุกแห่งทั่วโลกร่วมกันคว่ำบาตรหนังรหัสลับดาวินชี เพราะมีเนื้อหาที่ต่อต้านและระรานศรัทธาของเหล่าคริสตศาสนิกชน