แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำสอนผิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำสอนผิด แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Cult (ลัทธิเทียมเท็จ)

Cult หมาย ลัทธิเชิงศาสนา ซึ่งมักเน้นถึงความคลั่งในศาสนา ในภาษาคริสเตียนมักแปลว่า "ลัทธิเทียมเท็จ" เรื่องนี้มีปรากฎในทุกศาสนา ในส่วนของคริสตศาสนาก็มีเรื่องเช่นนี้มาตั้งแต่คริสตจักรยุคแรกจนถึงปัจจุบัน มีกลุ่มความเชื่อที่ผิดไปจากหลักข้อเชื่อของคริสเตียนมากมาย และพวกนี้ก็มักจะอ้างว่ากลุ่มของตน หรือตนเป็นส่วนหนึ่งของคริสเตียน แต่แนวความเชื่อและการปฏิบัติมักจะแสดงออกมาตรงกันข้ามกับคริสเตียนทั่วๆไป

เช่น เขาจะอ้างว่าเขาเชื่อในพระเจ้า..เขามีไบเบิ้ล...เขาพูดถึงพระเยซู ฯลฯ แต่การดำเนินชีวิตต่างจากมาตรฐานคริสเตียนปกติ เช่นมีภรรยาได้หลายๆคน นับถือผู้นำแทนพระเจ้า เชื่อหนังสือที่ผู้นำแต่งแทนพระคัมภีร์ เป็นต้น
จากการตั้งข้อสังเกตส่วนตัวเมื่อศึกษาชีวิตผู้นำของพวก Cults "ลัทธิเทียมเท็จ" มักจะพบว่า พวกเขาจะมาจากคริสตจักรของคณะใดคณะหนึ่งของโปรเตสแตนต์ แล้วมาเปลี่ยนคำสอนเพื่อตอบสนองความคิดความต้องการของตน...
เช่นผู้นำมักมากในกามก็สอนว่ามีภรรยาได้หลายคน สาวกสาวอยากเข้าใกล้พระเจ้าต้องมีเพศสัมพันธ์กับผู้นำ ผู้นำอยากดัง คืออยากมีชื่อเสียง ผู้นำอยากสบาย สาวกต้องหาเงินทองมาสนับสนุนเป็นต้น หรือบางคนมีความต้องการหลายๆอย่างร่วมกัน และสาวกไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบพฤติกรรมเหล่านั้นเพราะเป็นสิทธิที่ผู้นำได้รับจากพระเจ้าโดยตรง เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว บางกลุ่มความเชื่อ เมื่อผู้นำหาเข็มทิศตัวเองไม่เจอ ก็ชวนสาวกฆ่าตัวตาย เช่น

ปี 1978 ลัทธิ The People's Temple นำโดย จิม โจนส์ เขาและสาวกกินไซยาไนท์ที่ประเทศ กาน่า เกือบพันคนเมื่อถึงทางตัน
ปี 1993 ลัทธิ The Branch Davidians หัวหน้าคือ David Koresh ที่เมือง Waco, Texas เผาตัวเองในตึกหลังหนึ่ง ตาย 83 คน
ปี 1994 ลัทธิ Solar Temple สาวกยิงตัวเองตาย 73 คน พบที่ Quebec คานาดา
ต้นปี 1997 ที่เมืองซานดิเอโก สหรัฐ มีศพชาย 18คน และหญิง 21 คน ที่บ้านพักคฤหาสน์...มีหัวหน้าชื่อนายมาแชล แอปเปิ้ลไวท์ อายุ 66 ปีขณะนั้น กลุ่มนี้ใช้มีอาชีพรับจ้างเขียนโอมเพจให้นักธุรกิจ กลุ่มนี้ใช้ชื่อโฮมเพจว่า"เฮฟเวน'สเกต" หรือ "ประตูสู่สวรรค์ " (Heaven's Gate )
และยังมีกลุ่มความเชื่อ ที่สอนผิดและอันตรายอีกมากมายทั่วโลก พวกนี้จะนับถือหัวหน้าหัวหน้าตั้งตัวเป็นพระเจ้าเสียเอง จุดจบของพวกเขาถ้าไปต่อไม่ไหว ก็จะตัดสินใจฆ่าตัวตายหมู่

นอกจากนี้ กลุ่มลัทธิเทียมเท็จในสหรัฐฯหลายๆ กลุ่มจะนำเรื่องมนุษย์ต่างดาว จานผี "UFO"มาเกี่ยวข้อง

กลุ่มที่คริสตจักรไทยฝ่ายโปรเตสแต๊นท์ถือว่าเป็นลัทธิเทียมเท็จ และได้เข้ามาในไทยแล้ว คือกลุ่มเช่น กลุ่มพยานพระยะโฮวาห์ (Jehovah's Witnesses) กลุ่มมอร์มอน (Mormonism) หรือ สิทธิชนยุคสุดท้าย กลุ่มลัทธิบุตรพระเจ้า/ครอบครัวแห่งความรัก (Children of God/ Family of Love) กลุ่มลัทธิมูน (Unification Church / Moonism) กลุ่มคริสตจักรอัครทูตใหม่ (The New Apostolic Church) กลุ่มคริสเตียนวิทยาศาสตร์ (Christian Science) และบางกลุ่มเราอาจจะไม่เรียกว่าเทียมเท็จแต่เป็นการตกขอบแบบหนึ่ง…

ลักษณะของบุคคลที่เป็นผู้นำลัทธิสอนผิดเหล่านี้ มักจะคล้ายๆ กันคือ ผู้ำนำกลุ่มมักใช้อำนาจอย่างเผด็จการเบ็ดเสร็จ ครอบงำมวลสมาชิก ใช้อำนาจอย่างก้าวร้าว เรียกร้องให้ยอมเชื่อฟังอย่างสิ้นเิชิง เรียกร้องให้ถวายทรัพย์อย่างมากและเคร่งครัด มีโลกทัศน์ที่คิดแคบ ไม่ยอมรับการใช้เหตุผล การโต้แย้ง และการตรวจสอบ

ชีวิตการรับใช้กับคจ. ค. ของข้าพเจ้า

ชีวิตการรับใช้กับคจ. ค. ของข้าพเจ้า
เรื่องจริงเขียนโดยคุณ กศ.
เมื่อข้าพเจ้ารับเชื่อที่คจ. ค. ได้ 3 เดือน ข้าพเจ้าได้ถูกมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยง และได้ประกาศนำคนมารับเชื่อ แล้วก็ได้เลี้ยงดูผู้เชื่อใหม่ ในปีถัดมา ผมก็ถูกผู้นำแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเซลล์

ช่วงนั้นนโยบาย คจ.ค. ต้องการขยายคริสตจักรให้คนมากที่สุด เราเลยต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อจะนำคนมา คจ. จึงออกนโยบายเพื่อจูงใจโดยจัดให้มีการแข่งขันผู้นำดีเด่นในแต่ละดับชั้น

นโยบายที่ทาง คจ. ค.ออกมา คือ 1 .ให้ทุกคนนำหนึ่งคนมาเป็นอย่างน้อยในหนึ่งสัปดาห์ 2. ให้ทุกคนอภิบาลคนสำหรับพี่เลี้ยงอย่างน้อย 1 คน หัวหน้าเซลล์อย่างน้อย 3 คน หัวหน้าหน่วยอย่างน้อย 5 คนต่อ 1 สัปดาห์ 3. ต้องรายงานต่อผู้ช่วยหัวหน้าส่วนทุกฯสัปดาห์ ถ้าคนไหนท่าทีดีผู้ช่วยหัวหน้าส่วนจะเข้าไปใช้เวลาด้วย 4. จัดมีการอบรมสัมมนาทุกๆ สัปดาห์สร้างผู้นำ

ในปีถัดมาข้าพเจ้ามีคนอยู่ในความดูแล 20-30 คน ข้าพเจ้าจึงได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยมีอยู่ 5 เซลหรือแคร์ หัวหน้าหน่วยเป็นหน่วยปฏิบัติการใน คจ.ค. เพราะจะเป็นคนลงพื้นที่ที่รับผิดชอบ
หน้าที่หัวหน้าหน่วยมีหน้าที่ดูแลเลี้ยงดูหัวหน้าเซล 5 คนและพี่เลี้ยงที่ท่าทีดีอีก 2-3 คนในหนึ่งสัปดาห์ และมีหน้าที่ติดตามผลผู้เชื่อใหม่ด้วย

ตอนที่ผมเป็นหัวหน้าหน่วยผมเริ่มมีชีวิตที่ไม่สมดุลแล้วเพราะไม่มีเวลาให้ครอบครัวเลย และไม่มีเวลาที่จะเข้าหาพจ.ส่วนตัวจริงๆ ฉะนั้นถึงตำแหน่งในการรับใช้จะสูงขึ้นแต่จิตวิญญาณกลับถดถอยเพราะโปรแกรม คจ. แน่นเอี๊ยด ผมเชื่อว่ามีคนมากมายใน คจ.ค.ที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอนุชน ซึ่งพวกเขาอาจจะมีท่าทีแข่งขันกันใน คจ. ซึ่งเมื่อพวกเขาโตขึ้นก็ต้องไปเข้ากลุ่มโปร (คือกลุ่มคนทำงาน) แล้วทัศนคติของพวกเขาที่ให้กับพจ.ก็จะเปลี่ยนแปลงไป เริ่มถอยในการรับใช้ เนื่องจากความไม่เข้าใจในการรับใช้พจ.อย่างถูกต้อง ฉะนั้น หลายคนที่ในอดีตเคยทุ่มเทรับใช้พจ. จึงมีเหลือน้อยคนมากที่ยังรับใช้อยู่ในตอนนี้ (หรือยากที่มีใครรับใช้ในระยะยาว)

อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้ว คจ. ก็จะเน้นไปที่กลุ่มอนุชน เพราะกลุ่มอนุชนสร้างแรงเหวี่ยงได้มาก
ในท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ ผมเกิดความรู้สึกและคำถามขึ้นมาในใจว่า ทางคจ. เน้นสถิติมากเกินไปหรือเปล่า หรือผมก็คิดว่าผมเองอาจจะคิดผิด หรือคิดไปเองคนเดียว แต่เมื่อผมถามเพื่อน เขาก็เปิดเผยว่าเขาก็คิดเหมือนผมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในปี 1992 ผมตัดสินใจเรียนพคภ.ที่ คจ.ค. เพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเองให้ถูกต้อง โดยเรียนหลักสูตรเตรียมสาวก 4 เดือน และต่อหลักสูตรเตรียมผู้รับใช้อีก 4 เดือน แล้วก็ต่อหลักสูตรระดับปริญญาตรีอีก 2 ปี แต่ผมเรียนไม่จบ ต้องพักการเรียนไว้ก่อน

ต่อมาในปี 1993 ทาง คจ.ค.ก็มอบหมายให้ผมรับผิดชอบเป็นหัวหน้าแขวงซึ่งรับผิดชอบคนมากขึ้น ประมาณ 60 คน ตอนนั้น ผมรับผิดชอบงานรับใช้มากขึ้น แต่จิตวิญญาณของผมกลับตกต่ำลงเพราะไม่มีเวลาส่วนตัวกับพจ.เลย มีแต่โตตามระบบของคจ.ค.

ผมเริ่มอยากจะเปลี่ยนสถานที่ในการรับใช้ เพราะอาจจะดีขึ้นในเรื่องจิตวิญญาณของตนเอง พอดีมีผู้นำเรียกออกไปรับใช้ที่หนองคายเพราะใกล้ปี 2000 แล้ว ขณะนั้น คจ.ค. มีนิมิตใหญ่คือต้องมีคจ.ค.ให้ครบทุกอำเภอในปี2000 ซึ่งการที่คจ.ค.สอนเสมอว่าต้องเชื่อฟังผู้นำ ผมจึงออกไปรับใช้ที่นั่น 2 ปี

ช่วง 2 ปีนั้นเป็นช่วงที่ลำบากมากสำหรับผม เพราะตอนแรกคิดว่าคจ.แม่จะช่วย แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีสมาชิกที่อยู่ที่นั่นประมาณ 7-8 คน แต่ละคนก็ไม่ได้ถวายสิบลดสัตย์ซื่อ แต่เนื่องจากมีเพื่อนขึ้นไปช่วยประจำ 2 คนก็รวมเป็น 9 คน มีเงินถวายเดือนละพันกว่าบาท รถก็ไม่มีให้ ผมต้องซื้อมอเตอร์ไซค์ 2 คัน ขี่วิ่งรอกทุกอำเภอทั้งหมดมี 18 อำเภอ โดยวันพุธกับวันอาทิตย์จะต้องอยู่ที่ตัวอำเภอเมืองเพื่อทำกลุ่มเซลล์กับคจ.วันอาทิตย์ ส่วนในวันจันทร์ อังคาร พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ก็ต้องขี่มอเตอไซค์ไปไกลถึงวันละประมาณ 3-4 อำเภอ ซึ่งบางอำเภอก็อยู่ไกลถึง 100 กว่ากิโลเมตร ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนประมาณหมื่นกว่าบาท แต่มีรายรับพันกว่าบาท

ช่วง 2 ปีที่ผมอยู่นั้นก็ไม่ได้เกิดผลอะไรมากมาย เพราะขาดปัจจัยหลายอย่าง ตอนที่ผมส่งต่องานนั้น ในอำเภอเมืองมีสมาชิก 22 คน ต่างอำเภอทั้งหมด 17 อำเภอ มีสมาชิกรวมกันไม่เกิน 30 คน
หลังจากนั้นผมก็กลับกรุงเทพ มารับใช้ที่คจ.ค.ในกรุงเทพ โดยรับใช้ในกลุ่มโปร

แต่จากนั้นไม่นานผมก็หลงหายเพราะธุรกิจล้ม ผมหลงหายอยู่นานถึง 8 ปี แต่ถึงกระนั้น ต่อมาผมก็ได้นิมิตจากพจ. ผมก็เลยหันกลับมาหาพจ.ได้ 2 ปี และเริ่มรับใช้ใหม่อีกครั้ง...ด้วยตนเอง

ตอนที่ผมอยู่คจ.ค.นั้นมีความรู้สึกว่า สิ่งที่ผมทำไปนั้น เป็นการทำเพื่อพจ. ซึ่งนั่นทำให้ผมทุ่มเทมากในแต่ละวัน แต่ก็มีความรู้สึกว่าเป็นภาระและงานรับผิดชอบมากกว่า ไม่ได้ใกล้ชิดติดสนิทกับพจ. ทำให้ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณมีแต่ฮึกหึมภายนอกเท่านั้น แต่ภายในกลวงมากและพร้อมที่จะหลงหายทุกเมื่อ

แต่ผมยอมรับคจ.ค.ในสิ่งหนึ่งคือ ความทุ่มเทเสียสละและความภักดีและการเชื่อฟังสูงมาก ทำให้แม้ผู้นำทำผิดก็ยังบอกว่าถูก สิ่งที่ถูกปลูกฝังมาทำให้ติดนิสัยภักดีต่อผู้นำอย่างมาก แม้จะไม่เข้าใจผู้นำก็ตามที
แรก ๆ ผมเข้าใจผิดคิดว่าคจ.ค.เป็นคจ.ที่ดีที่สุดในประเทศไทย เพราะมีการเติบโตเร็วที่สุด แต่เราก็ทำงานหนักจริง ๆ จนเกิดกระแสผู้ปกครองนักเรียนต่อต้าน ก็เลยปรับกิจกรรมให้น้อยลงเรื่อย ๆ และในเขตผมมีการแต่งตั้งหัวหน้าเขตมาจากสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้ปกครอง ทั้ง ๆ ที่ท่าทีผิดกับพจ.อย่างมากที่เห็นแก่สถิติมากกว่าดวงวิญญาณ เห็นคนเข้ามาส่งก็จะนับเป็นสถิติทำไมก็ไม่รู้ ก็ได้แต่เชื่อฟังผู้นำ

ในสมัยที่ผมอยู่ในคจ.ค.ผมก็ไม่รู้จักกับคจ.อื่นเลย เพราะมีการปิดกั้นข่าวจากคต.และคจ.อื่นๆ ภายนอก มีแต่การจัดสัมนาที่โบสถ์ ผมและสมาชิกอื่นๆ จึงไม่เคยได้ยินข่าวสารจากวงการคต.ข้างนอกเลย ตลอด10กว่าปีถูกสอนตลอดให้เข้าใจว่า คจ.ค.เป็นคจ.ที่ดีที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปไหน แต่หลักข้อเชื่อก็เหมือนกับโบสถ์อื่นๆ และการอภิบาลของคจ.ดูแล้วเข้มข้นมาก เลยเขาถูกปลูกฝังให้ทำงานหนัก รับผิดชอบอย่างดี โดยบางคนไม่มีเวลาก็ถูกท้าทายให้รับผิดชอบงานต่างๆ

ส่วนใหญ่ในคจ.ค.จะเน้นการขยายของกลุ่มอนุชนเพาะสร้างแรงเหวี่ยงได้ดี ส่วนกลุ่มโปรจะเน้นการถวายทรัพย์ และผู้ช่วยหัวหน้าส่วนจะดูแลหัวหน้าเขต ส่วนหัวหน้าเขตจะดูแลหัวหน้าแขวง หัวหน้าแขวงถือว่าเป็นผู้บริหารระดับกลาง ดูแลหัวหน้าหน่วยและหัวหน้าแคร์ และส่วนใหญ่เขาจะเน้นการดูแลอนูชนเป็นหลัก
ส่วนโครงสร้างนั้นจะดูแลกลุ่มคนคล้าย บวกกับหลักภูมิศาตร์ เพื่อจะดูแลได้ง่ายขึ้น เพราะจะเป็นไปตามกลุ่มคนคล้าย และการเดินทางก็จะง่ายขึ้น และก็จะดูแลได้ทั่วถึง สรุปก็คือเช่นในเขตสัมพันธวงค์ ก็จะมีกลุ่มโปร กลุ่มบ้าน กลุ่มสถาบัน เพื่อจะได้ง่ายต่อการดูแลและการเดินทาง และจะทำให้สามารถเข้ากับกลุ่มคนแต่ละกลุ่มได้

อย่างไรก็ตาม เขาจะเน้นความจงรักภักดีและการไว้ใจผู้นำเชื่อใจผู้นำเป็นหลัก แม้ผู้นำจะสั่งการอะไรก็ตาม อย่างเช่นเรื่องการเมืองก็จะมีผู้ช่วย ดร.KC อยู่ในทุกเขต แต่ละเขตมีประมาณ 2-3 คน และ ดร.KC ถึงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ คจ.ค.แล้วแต่ยังชักใยอยู่เบื้องหลังอยู่ และใช้เงินของคจ.ค.ไปในทางการเมืองโดยปกปิดบัญชีทุกอย่าง
ส่วนการอภิบาลเขามีโครงสร้างและระบบที่ดีมาก ทำให้สามารถดูแลสมาชิกได้อย่างทั่วถึง มีการปกครองเป็นระดับชั้น ด้านการพัฒนาคนเขาก็มีโครงสร้างการอบรม การสัมมนาบ่อยๆ เพื่อพัฒนาสู่การรับใช้ ด้านการเพิ่มพูนคริสตจักรเขาก็ทำได้ดีมาก มีโครงการประกาศ 1 นำ 1 ภายใน 1 สัปดาห์ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มอนุชนทำเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีแรงเหวี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่นใด

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แม่ยังสาวยอมตายหลังคลอดลูกแฝดแต่ไม่ยอมรับเลือดเพื่อพระยะโฮวาห์


เดอะ ซัน – สาวผู้ดี วัย 22 ปี ต้องจบชีวิตลงอย่างเศร้าสลด หลังเสียเลือดมากจากการให้กำเนิดลูกชายหญิงฝาแฝด แต่ไม่ยอมรับเลือดจากโรงพยาบาล เพราะต้องการปฏิบัติตามหลักคำสอนของกลุ่มพยานพระยะโฮวาห์ที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์ไบเบิลอย่างเคร่งครัด

เอ็มม่า กอช วัย 22 ปี จากเมืองเทลฟอร์ด ชร็อปไชร์ของอังกฤษ ได้ให้กำเนิดลูกฝาแฝดเมื่อคืนวันอังคาร (25) ที่ผ่านมา โดยก่อนที่จะเข้าห้องคลอด เอ็มม่าได้ยืนยันในแบบฟอร์มของโรงพยาบาลว่าเธอไม่ยินยอมที่จะรับการให้เลือด ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามหลังการให้กำเนิดลูกชายหญิง ฝาแฝด เอ็มม่าเกิดเสียเลือดมาก แพทย์จึงได้ขอร้องให้แอนโธนี่ กอช สามี วัย 24 ปีของเธอ และสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว ยินยอมให้แพทย์ทำการให้เลือดกับเอ็มม่า แต่ทุกคนปฏิเสธ เพราะต้องการให้เอ็มม่าได้ทำตามสิ่งที่เธอตั้งใจไว้ นั่นก็คือการปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระยะโฮวาห์ พระเจ้าสูงสุดของศาสนาคริสต์ ซึ่งห้ามในเรื่องการดื่มเลือด

การจากไป อย่างไม่คาดฝันดังกล่าวสร้างความตกตะลึงให้กับบรรดาเพื่อนๆ ของเอ็มม่าอย่างมาก หลังเอ็มม่าและแฟนหนุ่มเพิ่งจะเข้าพิธีแต่งงานกันที่หมู่เกาะบาร์บาโดสเมื่อ 2 ปีที่แล้ว