แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาผี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาผี แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ศาสนาบรรพกาล (Primitive religion)

นักวิชาการศาสนาส่วนมาก นิยมจัดให้ศาสนาและความเชื่อทั้งหลายในยุคก่อนประวัติศาสตร์อยู่ในกลุ่มของศาสนาบรรพกาล (Primitive religion) ซึ่งหมายถึงศาสนาที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาทางความคิด  ยังหลงยึดติดในเรื่องของไสยศาสตร์และโชคลาง ปัจจุบันศาสนาดั้งเดิมนี้ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างในชนเผ่าที่ล้าหลังทางวัฒนธรรม เช่น ศาสนาของชาวอเมริกันอินเดียน ศาสนาของชาวพื้นเมืองในออสเตรเลีย และศาสนาของชาวพื้นเมืองแอฟริกัน เป็นต้น ศาสนาบรรพกาลนี้มีลักษณะดังนี้

ศาสนาชาติพันธุ์

ศาสนาชาติพันธุ์  หรือ Ethnic religion  หมายถึงประเภทของศาสนาที่ได้รับการยึดถือโดยชาติพันธุ์หนึ่งๆ  โดยคนในชาติพันธุ์นั้นยอมรับว่า ศาสนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ของตน  เป็นสัญญลักษณ์ของชาติพันธุ์ของตน  และสมาชิกของชาติพันธุ์นั้นส่วนใหญ่ก็ยึดถือปฏิบัติในศาสนาดังกล่าว  

การเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียว มักจะต้องหมายถึงการผสมรวมกันทั้ง เชื้อชาติหรือเชื้อสาย  (ซึ่งย่อมหมายถึงลักษณะทางหน้าตาร่างกายและผิวพรรณด้วย)  ภาษา   และวัฒนธรรม   ซึ่งในวัฒนธรรมนี้บ่อยครั้งที่รวมถึงศาสนาหรือความเชื่อเชิงศาสนาเข้าไปด้วย

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปู่แสะย่าแสะ และประเพณีเลี้ยงดง...เชียงใหม่

ตำนานเชียงใหม่ปางเดิม ของสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บันทึกความเป็นมาของพิธีเลี้ยงดงเอาไว้ว่า ในอดีตย่านนี้เป็นบ้านเมืองของชาวลัวะ ชื่อว่า “บุรพนคร” ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำปิงและดอยอ้อยช้าง (อุจฉุคีรี) อยู่มาวันหนึ่งชาวเมืองได้รับความเดือดร้อนจากยักษ์พ่อแม่ลูก 3 ตน ที่มาจับชาวเมืองไปกินทุกวัน จนชาวเมืองต้องพากันอพยพหลบหนีไปอยู่ที่อื่น

ตำนานบอกต่อว่า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับรู้ด้วยพระสัมมาสัมโพธิญาณ เห็นความเดือดร้อนของชาวเมืองบุรพนคร พระองค์พร้อมด้วยเหล่าสาวกจึงเสด็จมาประทับที่ดอยใต้ ได้มีชาวลัวะ 4 คน เข้าเฝ้าด้วยความเลื่อมใสถวายอาหารที่นำติดตัวมา

คำว่า "ศาสนาผี" เป็นคำเรียกเชิงดูถูกของศาสนาไทยยุคหลัง


ที่จริงแล้วศาสนาที่คนไทยเรียกติดปากว่า "ศาสนาผี" ในทางศาสนวิทยาก็คือ "animism" หรือเรียกว่า "ศาสนาประเภทวิญญาณนิยม" โดยลักษณะก็คือ เป็นศาสนาที่นับถือธรรมชาติต่างๆว่ามีวิญญาณบางอย่างควบคุมอยู่ทั้งนั้น โดยนามก็เรียกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น
เพียงแต่คนไทยโบราณมักเรียกวิญญาณต่างๆว่า "ผี" ซึงก็ใช้คำนี้เรียกรวมไปถึงวิญญาณบรรพบุรุษที่ตายไป เช่น ผีพ่อผีแม่ ผีปู่ย่า ผีตายาย รวมไปถึงวิญญาณที่ครอบครองประจำท้องถิ่น เช่น ผีบ้านผีเรือน และแม้แต่ผีบ้านผีเมือง ซึ่งหมายความว่าใช้คำว่าผี หมายถึงวิญญาณทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แม่โพสพ...เทพธิดาแห่งข้าว

คนไทยเชื่อว่าข้าวเป็นสิ่งที่มีบุญคุณ มีจิตวิญญาณ มีเทพธิดาชื่อว่า “แม่โพสพ” ประจำอยู่ในต้นข้าว  แม่โพสพเป็นผู้คอยดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม    และข้าวคือเนื้อของแม่โพสพ  มนุษย์ดำรงชีวิตได้ด้วยการกินเนื้อของแม่โพสพ   ดังนั้นมนุษย์จึงควรบูชาแม่โพสพซึ่งเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเลี้ยงดูโลก   ถ้าผู้ใดทำพิธีตามคติความเชื่อและบูชากราบไหว้แม่โพสพแล้ว  แม่โพสพก็จะไม่หนีหายไป แต่จะทำให้ผู้นั้นทำนาข้าวได้อุดมสมบูรณ์ และร่ำรวย

ไหว้ไม้กางเขนริมนา


ภาพจากFB ของ Dilok Tamjaipuan พร้อมคำบรรยายประกอบว่า "เพราะข้าวคือชีวิต @บ้านป่าบงเปียง จ.เชียงใหม่"

เป็นภาพที่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้เห็นกัน
ภาพชาวเขาเผ่าหนึ่งกำลังไหว้ "ไม้กางเขน" ที่ปักอยู่ริมท้องนาที่เพิ่งผ่านการดำนามา

ไม้กางเขนดังกล่าวมีคล้องสายประคำคล้องกางเขนไว้ด้วย
พร้อมกับโต๊ะบูชา ที่มีเทียนและอาหารเซ่น

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เพเกิ้น "ศาสนานอกศาสนา"

ศาสนาเพเกิน (Paganism) คือ "ศาสนานอกศาสนา"  ฟังดูนำขันไหม  แต่นี่คำที่ถูกเรียกเชิงดูถูก   คำว่า Pagan นี้มาจากภาษาละติน paganus แปลว่า “ผู้ที่อยู่ในชนบท”

คำว่า เพเกิ้น (Pagan) เป็นคำที่มีความหมายกว้างที่ใช้พูดถึงรวมๆของศาสนาหรือการปฏิบัติของหมู่ชนสมัยก่อนที่จะมีการนับถือศาสนาคริสต์ในยุโรป หรือถ้าขยายความขึ้นไปอีกก็จะหมายถึงผู้ที่มีธรรมเนียมการนับถือพระเจ้าหลายองค์ (polytheistic) หรือศาสนาพื้นบ้าน (folk religion) โดยทั่วไปในโลกจากมุมมองของผู้ที่นับถือคริสต์ศาสนาในโลกตะวันตก

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

“อำนาจ” ของ ผี, พราหมณ์, พุทธ

โดย สุจิตต์ วงศ์เทศ


① ผี, พราหมณ์, พุทธ ล้วนมีอำนาจเหนือธรรมชาติ อันเป็นความเชื่อของมนุษย์ ที่ถูกมนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้น ตั้งแต่ยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์สืบทอดถึงปัจจุบัน

คนทุกวันนี้เชื่อว่าไทยเป็น “พุทธแท้” มาก่อน โดยไม่มีอย่างอื่นปะปนแปดเปื้อน

แต่แท้จริงมีพยานหลักฐานและร่องรอยจำนวนมาก ยืนยันสอดคล้องว่าพุทธในไทยไม่เคยเป็นพุทธบริสุทธิ์อยู่โดดๆ เพราะล้วนมีผีกับพราหมณ์ปะปนเป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่ยุคแรกประดิษฐานในสุวรรณภูมิ ราว 2,000 ปีมาแล้ว จนถึงทุกวันนี้ยิ่งปะปนกันมากมิได้ต่างจากอดีต

'พระยาแถน' ต้นเรื่องของผู้คนในอินโดจีน

โดย พลาดิศัย

การเกิดของมนุษย์ที่มาจากรูน้ำเต้าลูกเดียวกันนั้น เริ่มต้นเรื่องตรงที่พ่อขุนทั้งสาม คือ ปู่ลางเชิง ขุนคาน และขุนเด็ก ตั้งเมืองอยู่ที่เมืองลุ่ม โดยมีพระยาแถนซึ่งเป็นเทวดาอยู่เมืองฟ้าเป็นผู้ดูแล ต่อมาเกิดไม่เชื่อฟังพระยาแถน ทำให้พระยาแถนเคืองจึงทำให้น้ำท่วมเมืองลุ่ม คนกลุ่มนี้จึงพาเอาลูกเมียลงแพ แต่น้ำได้พัดขึ้นไปเมืองฟ้า

ครั้งนั้นพระยาแถนได้กล่าวเตือนพ่อขุนทั้งสามว่า .. ที่สั่งให้กินข้าวให้บอกให้หมาย กินแลงกินงายให้บอกแถน กินขึ้นให้ส่งขากินปลาให้ส่งรอยแก่แถนนั้น เป็นการยำแถนยำผีเถ้ายำเจ้ายืนกาย ก็ไม่ฟังกัน.. แล้วพระยาแถนก็จัดให้คนเหล่านั้นไปอยู่ที่บึงดอนแถนลอ แต่น้ำแห้งจึงกลายเป็นแผ่นดิน ต่อมาพ่อขุนเหล่านั้นได้ขอว่า อยู่เมืองบนเมืองฟ้าบ่เป็น จึงขอกลับไปอยู่เมืองลุ่มลีดเลียง เมืองเพียงคัดค้อย (หรือเพียงพักยอม)

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

จากศาสนาผี สู่ศาสนาเทพ


 กล่าวไปแล้วในเรื่อง "ศาสนาผี" และ "พัฒนาการ" ของศาสนาผี  ทีนี้ผู้เขียนจะพูดถึงในแง่ที่ว่า ศาสนาผี "วิวัฒนาการ" ตัวเองต่อไปอย่างไรจนกระทั่งกลายเป็น "ศาสนาเทพ"  และศาสนาที่มีความเป็นทางการอื่นๆ

เดิมนั้นศาสนาผี เป็นศาสนาที่เกิดจากรากฐานของการความกลัวและความไม่มั่นใจต่อการดำเนินชีวิต  และพื้นฐานก็คือการนับถือบูชาต่อวิญญาณ (ผี) จากผีฟ้าหรือผีแห่งธรรมชาติ  ก็มาสู่ผีบรรพบุรุษ  ผีชนเผ่า ผีประจำตัว  แล้วก็ผีประจำวัตถุของขลัง  

ผีกับพุทธ ศาสนาของคนไทย

โดย อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม

เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เกิดความไม่มั่นคงต้องหาที่ยึด ทีนี้ความเป็นมนุษย์ถ้าเกิดความไม่มั่นคงขึ้นเมื่อไหร่ สิ่งที่เขายึดได้คือความเชื่อ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงเกิดเดือดร้อนขึ้นตรงนี้ ก็หันไปหาความเชื่อ ทีนี้ความเชื่อนี้มันมีสองชนิดด้วยกัน มีศาสนาและไสยศาสตร์ เวลาคนหันไปหาความเชื่อขณะนี้ ในสังคมไทยถ้ามามองแล้ว ความเชื่อนั้นอิงไปทางไสยศาสตร์มากกว่าเป็นศาสนา เพราะฉะนั้นผมต้องอธิบายว่าศาสนาและไสยศาสตร์มันต่างกันอย่างไร

ทั้งศาสนาและไสยศาสตร์เป็นความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติเหมือนกัน และศาสนาหมายถึงความเชื่อที่คนสยบต่ออำนาจที่เหนือธรรมชาติ เมื่อสยบต่ออำนาจเหนือธรรมชาติก็ยอมอยู่ในกติกา พูดง่ายๆ ว่าอยู่ในจารีตประเพณี ระเบียบ และศีลธรรม อันนี้ความหมายทางศาสนาอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นศาสนานั้นมีความหมายหนึ่ง ตอบสนองความทุกข์ทางจิตใจของคน เวลาเรามีเรื่องทุกข์ร้อนเราก็วิ่งไปหาศาสนา นั้นคือความหมายตามที่ศาสนาสอน

อันที่สอง ศาสนาทำให้มนุษย์อยู่เป็นกลุ่มเหล่า มีกำลังใจที่จะอยู่เป็นกลุ่ม เป็นการตอบสนองธรรมชาติของมนุษย์ในฐานะเป็นสัตว์สังคม แต่ว่าความเชื่ออันนี้มันไม่มีอยู่ในตัว มันมีความเชื่ออีกชนิดหนึ่ง เป็นความเชื่อที่ว่าจะใช้อำนาจเหนือธรรมชาติให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง ในเชิงเป็นเทคโนโลยี ตัวศาสนานี้คือตัวองค์ความรู้ทั้งหมด แต่จะทำอย่างไรให้บรรลุในแง่ตอบสนองความต้องการได้ ก็หันมาใช้ไสยศาสตร์

ไสยศาสตร์เหมือนกับเทคโนโลยี ทีนี้เมื่อไสยศาสตร์มันเกิดเป็นดาบสองคมขึ้นมา คือ ถ้าใช้ผิดก็อันตรายอย่างที่เราใช้เทคโนโลยี ถ้าใช้ผิด บ้านเมืองพัง ใช่ไหมครับ คือไม่ใช่เทคโนโลยีที่เหมาะสม แล้วไสยศาสตร์ก็เหมือนกันถ้าไม่ใช้ในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ก็เกิดภาวะที่เดือดร้อนขึ้น แล้วจากไสยศาสตร์ที่เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีมันมีทั้งไสยขาวและไสยดำ

ถ้าไสยขาวคือทำไปในทางที่ดี อย่างเช่นเรื่องของพิธีทางพราหมณ์ อย่างทำอะไรเพื่อความเป็นสวัสดิ์มงคล ที่เรานำพราหมณ์มาใช้ เป็นพิธีที่เป็นไสยขาวมาก

แต่ถ้าเป็นไสยดำ เสน่ห์ยาแฝด คุณไสยแช่งด่าเขาอย่างนี้ นี่เป็นไสยศาสตร์ หรือว่าต้องการรวยทั้งๆ ที่ตัวไม่มีศีลธรรม ไปเอาอำนาจเหนือธรรมชาติมาใช้ หาเครื่องรางของขลังต่างๆ เหล่านี้มา ทำให้ร่ำรวยขึ้นมา อันนี้เป็นไสยศาสตร์

ไสยศาสตร์เป็นเรื่องปัจเจก ตอบสนองความต้องการของคนที่เป็นปัจเจก แต่ถ้าศาสนาไม่ใช่ ศาสนาเป็นสิ่งที่คนสยบ แต่ว่าไสยศาสตร์เป็นสิ่งที่คนเอาไปใช้

เพราะฉะนั้นเวลาเรามองปรากฏการณ์ทางสังคม เมื่อคนหันกลับไปหาความเชื่อ ต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นศาสนาหรือไสยศาสตร์ ขณะนี้ในความคิดของผม ผมคิดว่าศาสนามันมีน้อยเหลือเกิน เพราะว่าคนหันไปเล่นไสยศาสตร์กันมาก อย่างจตุคามรามเทพเห็นชัด ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพนั้น เมื่อแรกสร้างเทพองค์นี้ขึ้นมา เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางจิตใจ ให้เกิดความมั่นคงในชีวิต แต่เมื่อทำมากๆ ขึ้น มันเพี้ยนไปทางไสยศาสตร์ รวยตะบันเลย

ผมเคยพูดว่ามีกูแล้วมึงไม่จน อันนี้เป็นไสยศาสตร์ ถ้ามีกูแล้วมึงไม่โกงนี่เป็นศาสนา อันนี้คือสิ่งที่เราเห็น ฉะนั้นเวลาเรามองความเชื่อมันก็เป็นอย่างนี้ มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้กับความเชื่อ แล้วความเชื่อเป็นสิ่งที่สมมุติทั้งนั้น แต่มนุษย์เชื่อว่าเป็นจริง แล้วมนุษย์เป็นสัตว์ประหลาดมาก เพราะในชีวิตของมนุษย์พึ่งตัวเองไม่ได้ แม้กระทั่งชีวิตประจำวัน ต้องพึ่งคนอื่น ต้องอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนใช่ไหม กับครอบครัว เรื่อยมา ชุมชน ญาติพี่น้อง เป็นบ้านเมืองเป็นประเทศไปเลย

อีกอันหนึ่งมนุษย์มีจิตใจอ่อนไหวมาก ในเรื่องจิตใจสำคัญมาก ถ้ามนุษย์มีปัญหาเรื่องจิตใจต้องหันไปหาความเชื่อ เพราะว่ามันอธิบายไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ จึงทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ความเชื่อในสังคมไทยขณะนี้มันสะท้อนให้เห็น เนื่องจากความไม่มั่นคงในจิตใจและความเป็นมนุษย์ จึงเกิดการเคลื่อนไหวตรงนี้ขึ้นมาในระบบความเชื่อ แล้วระบบความเชื่อแบบนี้เมื่อไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นอย่างทางตะวันตก เขาเชื่อน้อยกว่าเรา แล้วมาคุยว่าเป็นประเทศที่ก้าวหน้าทางวัตถุ ประชาธิปไตยจ๋า มีตึกรามบ้านช่องใหญ่ๆ แต่คุณหนีไม่พ้นระบบความเชื่อหรอก นี่คืออัตลักษณ์ของคนไทย ไม่เชื่อดูตามอาคารใหญ่ๆ ศาลเทพศาลผีเต็มเลย อย่างโรงแรมใหญ่ๆ เอาระดับสูงเอาศาลพระพรหม ที่ตรงปิ่นเกล้าฯ มีเทพชั้นสูง ศาลพระศิวะ ทุกวันนี้ไม่มี ในสังคมเมืองตามบ้านเรือนมีแต่ศาลพระภูมิเท่านั้น เดี๋ยวนี้มีทั้งศาลพระพรหมมากมาย นี่คือลักษณะของสังคมไทย

ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุแบบตะวันตก แต่คุณก็ยังมีสิ่งที่เป็นดั้งเดิมอยู่คือความเชื่อ แล้วนับวันมันจะเพิ่มพูนขึ้นมา แล้วสิ่งที่ท่านเห็นในเมืองนี้มีผีมากกว่าในชนบทอีก ซึ่งประเดี๋ยวผมจะพูดถึงเรื่องด่านซ้าย

ในชนบทท่านจะเห็นว่าในหมู่บ้านนี้มีผีอยู่สามระดับด้วยกัน ผีที่เป็นหลักคือผีเรือน ในเรือนจะต้องมีผีดูแล เพราะฉะนั้นหนุ่มๆ ต่างถิ่น พอเข้าไปบ้านเขา เขาตีหัวเอานะ ถ้าหากว่าเข้าไปอย่างผลีผลาม คือ ผิดผี อย่างพวกโซ่งนี่ เข้าไปไม่ได้ เขาต้องอนุญาตผีเรือนก่อน นั่นเป็นระดับผีเรือน แต่ผีเรือนนี้จะไม่ปรากฏรูปร่าง เขาจะอยู่ที่เสาบ้างอะไรบ้าง มันเป็นสัญลักษณ์มากกว่า

ถัดจากผีเรือนก็คือ ผีบ้าน คือผีชุมชน อย่างทางภาคอีสานเห็นไหมมีผีปู่ตา นี่เป็นผีชุมชน ชุมชนหมู่บ้าน ถ้าเป็นชุมชนเมืองก็มีผีเมือง ผีเมืองคือมเหศักดิ์หลักเมือง เป็นผีประจำเมืองเลย แล้วเขาเชื่อว่าผีประจำเมืองคือ วิญญาณเจ้านายสูงศักดิ์ที่สิ้นชีวิตไปแล้ว แต่ผีบ้านคือวิญญาณของปู่ย่าตายาย แต่ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใคร เพราะฉะนั้นระดับผีบ้านคือปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษที่ไม่ปรากฏตัว แต่ว่าถ้าหากว่าเป็นผีเมืองคือผีเจ้านาย ทางภาคเหนือมีผีเจ้านายเห็นไหม ลาวมีผีมเหศักดิ์ มเหศักดิ์หลักเมือง จะมีศาลตรงนั้น นี่คือสังคมในชนบทที่มีอยู่ 

เพราะฉะนั้นเรื่องความเชื่อเรื่องผีนี่ชัดเจน แต่ว่าในชนบทนั้นไม่ได้มีผีอย่างเดียว จะเห็นว่าตามวัด ชุมชนที่สำคัญที่สุด ความเป็นชุมชนจะรวมศูนย์อยู่ที่วัด ชื่อวัดกับบ้านนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นในความเชื่อของคนในชนบทนั้น มีผีและมีพุทธด้วย

แต่พุทธเหมือนร่มเงาใหญ่ ผีอยู่ภายใต้พุทธ แล้วในแผนการพัฒนาบ้านเมืองมาแต่เดิมถ้ามองในชนบท ผีค่อยๆ มาเป็นสาวกของพุทธมาก่อน วัดบางแห่งมีเสื้อวัด เพราะฉะนั้นผีกับพุทธจึงอยู่ด้วยกัน และเป็นลักษณะที่เรียกว่าศาสนา เพราะคนสยบต่อสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ แล้วอยู่ในกติกา เพราะฉะนั้นเวลานี้ในชนบท ผีคือผู้ที่รักษาทรัพยากร การใช้น้ำ การใช้ป่า พื้นที่สาธารณะ คุณก็ไปไหว้กราบผี ถ้าคุณ ประพฤติผิด ผีลงโทษ พังหมดเลย

เพราะฉะนั้นชนบทมีพลัง และทำให้สังคมไทยจรรโลงอยู่ได้ ผีคือสิ่งที่จรรโลงความมั่นคงของคนในโลกนี้ เจ็บไข้ได้ป่วยกลุ่มเด็ก หาผี นักศึกษาผู้รู้ ผู้รู้ก็ใช้ไสยศาสตร์บางอย่าง เอามาใช้เพื่อให้เกิดสัมฤทธิ์ผลขึ้นมา แล้วผีช่วยในการสำหรับโลกนี้ บรรเทาความเดือดร้อน โดยเฉพาะการจัดทรัพยากรธรรมชาติ อย่างป่าบางป่าที่เราดัดจริตเรียก ป่าชุมชน เราดัดจริตนะ ที่จริงป่าเหล่านั้นเป็นป่าสาธารณะ มันมีชื่อ มันไม่ใช่ป่าชุมชน อย่างป่านางรำอะไรพวกนี้ อย่างเขตแถวๆ อุทัยธานี คำว่านางรำมันเป็นชื่อ มีตำนาน แล้วมีผีดูแล เพราะฉะนั้นถ้าใครเข้าไปในป่า ไปทำลาย ไปใช้ทรัพยากรเกินตัว ผีลงโทษ เพราะผิดกติกา ผิดขึด ผิดขะลำก็มีปัญหาขึ้นมา เพราะฉะนั้นทำให้เกิดการควบคุมทรัพยากร ผีควบคุมและคอยดูแล

สังคมในชนบทแต่เดิมอยู่ด้วยแบบเศรษฐกิจพอเพียง เอื้ออาทรแบบที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพูด ถ้าใครไปใช้มากผีลงโทษ มันอยู่ด้วยกติกา เพราะฉะนั้นในชนบทผีเป็นพื้นฐาน แต่ไม่ปฏิเสธพุทธ ผีเป็นสาวกของพุทธ

ในสังคมภาคกลาง เมื่อคนลาวเข้ามาอยู่ในภาคกลางมีตัวเปลี่ยนพฤติกรรม เอาผีมาเหมือนกัน แต่เวลาเซ่นผีบ้าน ผีปู่ตา เขาจะไม่ฆ่าไก่หรือหมูพวกนั้นเซ่น เขาจะทำบุญในวัด แล้วก็กรวดน้ำไปให้ผีปู่ตาหมดเลย ผีปู่ตาก็อยู่ในวัด แล้วอันนี้ทำให้วัดเป็นศูนย์กลางของความเชื่อทั้งผีและพุทธ แต่ผีอยู่ภายใต้พุทธศาสนา ผีเป็นผู้พิทักษ์พุทธศาสนาด้วย

เพราะฉะนั้นการนับถือศาสนาของคนไทยในชนบทเป็นอย่างนี้มาตลอด เชื่อหรือไม่เชื่อท่านไปดู พระสงฆ์องค์เจ้าก็รู้ว่าวาระไหนที่ใช้ผี วาระไหนที่จะอธิบายเรื่องพุทธ สังคมไทยในชนบทเป็นสังคมที่มีดุลยภาพ มีดุลยภาพเพราะอะไร พอคุณต้องการพึ่งความเดือดร้อนทางโลก โลกนี้นะคุณก็ไปหาผี ถ้าหากว่าจะพึ่งโลกหน้า ผีเอาไม่อยู่ พุทธดีกว่า

อ่านทั้งหมดที่  http://www.lek-prapai.org/watch.php?id=825 

ไทยนับถือศาสนาผี ไม่ว่าก่อนหรือหลังรับศาสนาพราห์ม-พุทธ

โดย สุจิตต์ วงศ์เทศ

ก่อนรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ คนพื้นเมืองมีหินตั้งเป็นวัฒนธรรมเนื่องในศาสนาผี

หลังรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ หินตั้งก็ยังมั่นคงดำรงอยู่สืบมา เนื่องในศาสนาผี เพียงแต่มีพราหมณ์-พุทธมาประดับประดาปะปนให้ดูดีเท่านั้น

ศาสนาผี คือ ระบบความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของบรรพชนคนสุวรรณภูมิ (รวมคนไทยด้วย) ในอุษาคเนย์ ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ก่อนรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ

ผี หมายถึง อำนาจเหนือธรรมชาติที่คนแต่ก่อนเชื่อว่าบันดาลให้เกิดได้ทั้งเหตุดีและเหตุร้าย (คำว่าผีมีความหมายเดียวกับคำว่า เจ้า, เทวดา)

คนนับถือศาสนาผีเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ต้องเซ่นวักฟ้าดิน เพราะเชื่อว่าผีฟ้าผีดินบันดาลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เลี้ยงดูผู้คนได้ จึงแสดงออกด้วยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ คือ ก่อ (สร้าง) กองดินหรือไม้หรือหิน (ที่เรียกอีกอย่างว่า เส้า) ดังมีในคำบอกเล่าเก่าแก่ว่า
“ก่อเป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเป็นแถน” “ก่อเป็นดินเป็นหญ้าเป็นฟ้าเหมือนเห็ด ก่อเป็นดินเจ็ดก้อน...”

น่าเชื่อว่าลักษณะแบบหนึ่งของการก่อหรือสร้าง คือก่อดินเป็นกองมีไม้ปักตรงกลาง ต่อมาใช้หิน แล้วเรียกกันภายหลังว่า “หินตั้ง” มีรูปแบบหลายอย่างต่างๆ กัน เช่น พบบนยอดเขาพุหางนาค อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

พุหางนาค เป็นชื่อทางน้ำที่มีต้นน้ำอยู่บนยอดเขา ระหว่างเขาพระทางด้านเหนือกับเขาทำเทียมทางด้านใต้ แล้วไหลผ่านซอกเขาลงที่ราบกว้างขวางอันเป็นที่ตั้งชุมชนยุคหินและยุคโลหะ กระทั่งมีพัฒนาการต่อมาเข้าสู่คูเมืองอู่ทอง เพื่อกักเก็บไว้ใช้ในเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของวังกับวัดสำคัญอันเป็นศูนย์กลางของอำนาจศักดิ์สิทธิ์

พุ คือ น้ำที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน เรียกน้ำพุ บางทีก็เรียกน้ำผุด, น้ำคำ, น้ำซำ (ซัม), น้ำซึม, น้ำซับ มีแหล่งน้ำอยู่ใต้ดินเรียกบาดาล อันเป็นที่อยู่ของนาคซึ่งเป็นเจ้าบาดาลคอยควบคุมคุ้มครองน้ำ

ชาวบ้านที่อู่ทอง เล่าว่าทางน้ำที่ไหลจากพุบนเขาลูกเตี้ยๆ ระหว่างเขาพระเขาทำเทียมคดเคี้ยวเหมือนส่วนหางของนาค คนจึงเรียกทางน้ำนี้ว่าพุหางนาค

ทิวเขาพระ-เขาทำเทียมเป็นแหล่งน้ำกับแหล่งสมุนไพรรักษาโรค บรรพชนคนพื้นเมืองเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ตั้งแต่ยุคหิน, ยุคโลหะ ย่อมยกย่องเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สิงสถิตของผีฟ้าดิน ต้องก่อสร้างหินตั้งไว้เซ่นวักผีฟ้าดินผู้บันดาลความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะพื้นที่บนยอดเขาพุหางนาค

ราวหลัง พ.ศ. 1000 รับศาสนาพราหมณ์-พุทธจากชมพูทวีปกับลังกาทวีป ศาสนาผียังเป็นแกนหลักความเชื่อของคนพื้นเมืองดั้งเดิม แต่มีพราหมณ์-พุทธมาประดับประดาประสมประสานด้วย ดังพบศาสนสถานและวัตถุที่เขาพระ และเขาทำเทียม ตลอดจนสองฝั่งทางน้ำพุหางนาค ตรงเจดีย์หมายเลข 11 พบธรรมจักรและเสาหินอโศก

แต่บริเวณพุหางนาคซึ่งอยู่ตรงกลางยังเป็นหินตั้งเซ่นวักศาสนาผีอย่างเหนียวแน่น แม้จะมีพราหมณ์-พุทธมาปะปนบ้างก็ยังมีแก่นเป็นผีเหมือนเดิม มิได้หายไปไหน

มีกรณีตัวอย่างอยู่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ที่เจดีย์สามองค์ (อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี) เริ่มจากกองดินหินสามก้อน เป็นหินสามกอง ดังมีคำบอกเล่าของ อ.สุรินทร์ เหลือลมัย (ที่ปรึกษาสำนักศิลปะและวัฒนธรรม ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ราชบุรี พิมพ์ในเมืองโบราณ ฉบับตุลาคม–ธันวาคม 2548 หน้า 56-57 ) ว่า

“สมัยก่อนเป็นธรรมเนียมคนเดินป่า มอญและกะเหรี่ยงเมื่อเดินทางออกนอกพื้นที่จะทำพิธีตั้งหินสามก้อนแทนดอกไม้ธูปเทียน บูชาเทพารักษ์ที่สถิตอยู่ในป่าเขา ขออย่าให้ตนเจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีอันตรายใดๆ ต่อมาคติความเชื่อเปลี่ยนจากผีเป็นพุทธ หินสามกองจึงกลายเป็นเจดีย์สามองค์”

หินสามก้อน หรือหินสามกอง จัดวางเป็นสามเหลี่ยมมีสามมุม ต่อไปข้างหน้าจะกลายเป็นเฉลว เครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ป้องกันผีร้าย

ประเทศไทยทุกวันนี้ยังนับถือศาสนาผีที่เป็นมรดกตกทอดจากอดีตหลายพันปีมาแล้ว เช่นจากพุหางนาค

เรื่องนี้ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนอธิบายมาก่อนแล้วว่าตราบจนปัจจุบันนี้ ไทยนับถือศาสนาผีเป็นฐานรากอันแข็งแกร่ง (เพื่อรักษากฎเกณฑ์ทางสังคม) แล้วรับเอาสิ่งละอันพันละน้อยของศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ (ที่ใช้รักษากฎเกณฑ์ทางจิตวิญญาณของบุคคล) โดยเลือกเอาส่วนที่ไม่ขัดกับหลักผี เข้ามาประดับประดาศาสนาผีเพื่อให้ดูดีมีความทันสมัย มีสง่าราศี จนน่าศรัทธาเลื่อมใสมากขึ้นเท่านั้น

บวชนาค, ทำขวัญนาค, บายสีสู่ขวัญ, เก็บศพหลายวัน, ฯลฯ ล้วนเกี่ยวข้องกับศาสนาผีที่เคลือบด้วยพุทธ

(ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม 2555 หน้า 20)

www.sujitwongthes.com/2012/08/siam09082555

ศาสนาประจำชาติไทย คือ ศาสนาผีพราห์มพุทธ ?

  ศาสนาประจำชาติของไทย แท้จริงแล้วไม่ใช่ศาสนาเดี่ยวบริสุทธิ์ แต่เป็นศาสนาผสม (syncretism) ขอเรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่า ” ศาสนาผีพราห์มพุทธ ” หรือ “Animist-Brahmin-Buddism”


ที่เรียกว่าเป็นศาสนาผสม ก็เพราะว่า ไม่เหมือนกับการนับถือสามศาสนาไปพร้อมๆกัน แต่แยกปฏิบัติ แต่เป็นการเอาสามศาสนาสามความเชื่อมาผสมรวมกันกลายเป็นศาสนาใหม่และปฏิบัติบูชาผสมรวมกันไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ศาสนาผี

ก่อนอื่นเลย ต้องเน้นว่า คนไทยเมื่อได้ยินคำว่า "ผี" ก็มักจะนึกไปถึงพวกผีเปรต ผีกระสือ ผีแม่นาค หรือผีปีศาจ อะไรทำนองนั้น ซึ่งก็เลยทำให้เวลาพูดว่า "ศาสนาผี" ก็เลยนึกว่าเป็นเรื่องของการไปนับถือผีเปรต  ผีกระสือ  หรือผีแม่นาค  หรือศาสนาบูชาปีศาจ  หรือศาสนาบูชาซาตาน  ซึ่งไม่ใช่เลย  

แต่ "ผี" ของ "ศาสนาผี" ที่ว่านี้ก็คือวิญญาณของธรรมชาติ  วิญญาณของบรรพบุรุษ  หรือวิญญาณของวัตถุที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง