แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนากับวิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนากับวิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

จดหมายเรื่อง 'พระเจ้า' ของไอน์สไตน์ ถูกนำมาประมูลผ่าน eBay

จดหมายของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่เขียนโต้เถียงกับนักปรัชญาชาวยิวในเรื่องพระเจ้าและคัดค้านเรื่องที่ว่าชาวยิวเป็นเชื้อชาติผู้ถูกเลือก ถูกนำมาประมูลผ่าน eBay ด้วยราคาเริ่มต้น 3 ล้านดอลลาร์

6 ต.ค. 2012 - จดหมายของนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่เขียนความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง 'พระเจ้า' จะถูกนำมาประมูลผ่านเว็บ eBay ในวันที่ 8 ต.ค. นี้

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ศาสนา กับวิทยาศาสตร์ โดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
(บทความ ลง นิวยอร์ก ไทมส์ ค.ศ. 1930)

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์กระทำและคิดนั้น จะเกี่ยวข้องกับสองเรื่องสำคัญเสมอ นั่นคือ ความต้องการและความเจ็บปวด โดยในส่วนของ “ความต้องการ” นั้น มักจะเป็นความรู้สึกพอใจว่าหากได้มาในสิ่งที่ต้องการตนจะเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งของ “ความเจ็บปวด” นั้นจะเป็นความคิดว่า ทำอย่างไร เราจึงจะผ่อนคลายความเจ็บปวดลงได้ ดังนั้น หากเราต้องการรู้ซึ้งถึงจิตวิญญาณ หรือเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์อย่างแท้จริง เราต้องศึกษาเรื่องความเต้องการและความเจ็บปวดของคนเราให้ดี ทำนองเดียวกัน เรื่องนี้สามารถใช้ศึกษาถึงที่มาของความเชื่อและศาสนาได้เช่นกัน อะไรคือสิ่งที่เป็นบ่อเกิดของศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ

ในสมัยที่คนเรายังอยู่ในถ้ำ ศาสนาก็ได้เกิดเป็นรูปร่างขึ้นแล้ว โดยมีเหตุมาจากการกลัวอดอยาก ความกลัวในภยันตรายจากสัตว์ป่า การเจ็บไข้ และการกลัวความตาย แท้จริงแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่ คนสมัยก่อนเกรงกลัวนั้น ล้วนแต่มีความเกี่ยวพันและเป็นเหตุเป็นผลด้วยกันทั้งสิ้น แต่คนในสมัยนั้นยังไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ เรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเขานั้นเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน เมื่อเป็นดังนี้ พวกเขาจึงเกิดภาพหลอนขึ้นมาเพื่ออธิบายว่าปัญหาแต่ละอย่างเกิดขึ้นมาเพราะเหตุใด และพวกเขาก็รับมรดกจากคนรุ่นก่อนมาว่า หากมอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้แก่ภาพหลอนนั้นแล้ว สิ่งที่ตนเองเกรงกลัวก็จะหมดไป นั่นคือที่มาของการบูชายัญ ดังนั้น ศาสนาที่เกิดขึ้นมาในสมัยโบราณจึงเป็นศาสนาแห่งความกลัว

ภายใต้ความคิดความเชื่อเช่นนี้จึงได้เกิดชนชั้นหนึ่งขึ้นมา กลุ่มคนนี้เป็นพวกพิเศษไปจากคนอื่น เนื่องจากสามารถเป็นตัวเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่มนุษย์เกรงกลัวได้ คนกลุ่มนี้คือชนชั้นนักบวช และต่อมาได้มีความพยายามที่จะใช้ชนชั้นปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการประกอบพิธีกรรมของนักบวชด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ชนชั้นปกครองเกิดความเชื่อมั่น และปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ดังนั้น ชนชั้นปกครอง และนักบวช จึงเริ่มมีความสัมพันธ์ที่เอื้อต่อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

นอกจากปัจจัยด้วยความกลัวที่ทำให้เกิดศาสนาขึ้นมาแล้ว ปัจจัยทางสังคมก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเร่งให้ศาสนาตกผลึกเป็นรูปธรรมได้เร็วขึ้น คำอธิบายในประเด็นนี้ คือ มนุษย์ที่เป็นเพียงพ่อหรือแม่ หรือผู้นำในสังคมนั้น ล้วนแล้วแต่เจ็บป่วย และตายได้ด้วยกันทั้งสิ้น สิ่งนี้จึงทำให้มนุษย์ต้องการความรักและการดูแลเอาใจใส่จากผู้อื่นที่น่าจะมีอำนาจเหนือกว่า และนี่คือที่มาของ “พระเจ้า” พระเจ้าของคนสมัยก่อนจึงถูกคาดหมายให้มอบความรัก ให้ช่วยเหลือมนุษย์ รวมทั้งดูแลวิญญาณของมนุษย์เมื่อผู้นั้นตายลง ศาสนาในยุคนี้จึงถือว่าเป็นศาสนาแห่งกำลังใจ ซึ่งเปลี่ยนไปจากช่วงแรกของการเกิดศาสนาแห่งความกลัว

ในคัมภีร์ของชาวยิวและในคัมภีร์ไบเบิลต่างแสดงให้เห็นชัดเจนว่า พัฒนาการของศาสนานั้น เริ่มจากศาสนาแห่งความกลัวมาสู่ศาสนาแห่งกำลังใจเช่นที่ข้าพเจ้ากล่าวถึง และโดยเฉพาะในตะวันออก ศาสนาของพวกเขาจะเห็นได้ชัดว่าเป็นศาสนาแห่งกำลังใจ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ทุกศาสนาล้วนแต่เป็นส่วนผสมของรูปแบบทั้งสองด้วยกันทั้งสิ้น แต่ไม่ว่าศาสนาใดจะมีส่วนผสมอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ทุกศาสนามีเหมือนกันหมดคือ ความคิดที่ว่า พระเจ้านั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับมนุษย์

อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าพเจ้าแล้วยังมีอีกรูปแบบหนึ่งของศาสนาที่แตกต่างไปจากศาสนาทั่วไป เพราะศาสนานี้ไม่ได้มีความคิดที่ว่าพระเจ้ามีรูปร่างที่มองเห็นได้เช่นมนุษย์ และเมื่อพระเจ้าไม่มีรูปร่างที่สมองสัมผัสได้เช่นนั้นแล้ว การจะอธิบายถึงรายละเอียดของศาสนาจึงกระทำได้ยากยิ่ง ซึ่งข้าพเจ้าอยากเรียกศาสนานี้ว่า “ศาสนาแห่งจักรวาล”

แนวคิดเกี่ยวกับศาสนาแห่งจักรวาลนี้แท้จริงแล้วมีหลักฐานปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่สมัยของเดวิด และในคำพยากรณ์แต่โบราณรวมทั้งปรากฏให้เห็นอยู่เป็นจำนวนมากในศาสนาพุทธ

คำถามที่สำคัญคือ หากว่าศาสนาแห่งจักรวาลไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับรูปร่างของพระเจ้า และไม่มีแนวคิดของเทววิทยาแล้ว เราจะสื่อสารและสร้างความเข้าใจในศาสนาแห่งจักรวาลนี้ได้อย่างไร? สำหรับข้าพเจ้าแล้วขอตอบว่า มันเป็นหน้าที่ของศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่จะต้องกระตุ้นให้สังคมได้รู้จักและสืบทอดศาสนาในรูปแบบนี้ต่อไป

อีกคำถามหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นสิ่งน่าสนใจก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและวิทยาศาสตร์นั้นเป็นอย่างไร ? เรื่องนี้อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันอยู่มากมาย เช่น หากเรามองเข้าไปในประวัติศาสตร์ เราอาจจะเห็นว่าศาสนาและวิทยาศาสตร์ เป็นเสมือนน้ำกับน้ำมันที่เข้ากันไม่ได้ ไม่มีความผสมกลมกลืนระหว่างกันโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เชื่ออย่างฝังหัวในกฎของเหตุและผล ด้วยเชื่อว่าผลเป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทำแล้ว จะมองว่า พระเจ้านั้นไม่มีความหมาย เพราะว่าพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากการดลบันดาลใจของพระเจ้า แต่เกิดจากความต้องการความจำเป็นของมนุษย์เอง ไม่ว่าจะเป็นความต้องการภายในหรือภายนอกก็ตาม

ดังนั้น ในทางกลับกัน ผู้คนที่เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในศาสนาจะกล่าวโจมตีวิทยาศาสตร์ว่าเป็นตัวบ่อนทำลายศรัทธาของผู้คนเพราะคอยแต่กล่าวอ้างว่า พฤติกรรมของมนุษย์ไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า รวมทั้งชี้ให้เห็นว่า ชีวิตที่ปราศจากความกลัวว่าจะถูกลงโทษหลังความตาย หรือชีวิตที่ไม่คาดหวังว่าจะได้รับสิ่งตอบแทนสำหรับการกระทำความดี ล้วนเป็นชีวิตที่เลวร้ายของผู้นั้น

ด้วยมุมมองที่ต่างกันเช่นนี้ จึงทำให้ศาสนจักรในสมัยก่อนโจมตีวิทยาศาสตร์ และประหัตประหารผู้ที่ฝักใฝ่วิทยาศาสตร์ไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าพเจ้าแล้วยังยืนยันว่า วิทยาศาสตร์และศาสนานั้นสามารถกลมกลืนเข้ากันได้ โดยเฉพาะหากศาสนานั้นเป็นศาสนาแห่งจักรวาลเช่นที่ว่า มิใช่ศาสนาแห่งความกลัว หรือศาสนาแห่งกำลังใจ และเมื่อนั้น ผู้ที่คร่ำเคร่งกับงานวิทยาศาสตร์จะเป็นผู้ที่เคร่งศาสนาอย่างที่สุดด้วยเช่นกัน


ศาสนากับวิทยาศาสตร์ 2 โดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (คำปราศรัยที่นิวยอร์ก ค.ศ. 1941)

ในช่วงศตวรรษที่ 19 หรือแม้แต่ในช่วงหนึ่งของศตวรรษที่ 18 ได้มีความเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า ความรู้กับความเชื่อ เป็นสิ่งที่ลงรอยกันไม่ได้ ผสมผสานเป็นเนื้อหนึ่งเดียวกันไม่ได้ ต่อมาสำหรับผู้ที่รำ่เรียนสูงขึ้นหรือมีหัวก้าวหน้า ก็ได้เปลี่ยนมุมมองไปอีกว่า ความเชื่อจะเริ่มถูกทดแทนด้วยความรู้ รวมทั้งเห็นว่า ความเชื่อที่ปราศจากความรู้ย่อมกลายสภาพเป็นความงมงาย ดังนั้น หากเป็นไปเช่นแนวทางนี้ หน้าที่หลักของการศึกษาก็คือ การฝึกมนุษย์ให้รู้จักคิดและมีความรู้มากขึ้น

แม้ว่าจะยากอยู่สักหน่อย แต่บางคนก็อาจจะมองเห็นว่า แนวคิดข้างต้นนั้นเป็นการมองปัญหาเพียงด้านเดียว แง่มุมเดียวและเป็นการวิเคราะห์อย่างหยาบ ๆ เท่านั้น การที่เราจะให้คำตัดสินในเรื่องใดนั้น เราจำต้องมีทั้งประสบการณ์และความคิดที่เฉียบแหลมเกี่ยวกับปัญหานั้น

วิทยาศาสตร์นั้นสอนอะไรแก่เรา? โดยตัวข้าพเจ้าเองแล้วเห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่เราได้เรียนรู้จากวิทยาศาสตร์ก็คือ การที่เราได้เรียนรู้และเข้าใจว่่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เกี่ยวข้องและเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน แต่สิ่งสำคัญที่ข้าพเจ้าต้องการย้ำ ณ ที่นี้ก็คือ การที่เรารู้ว่าาสิ่งใด เป็นอยู่หรือเป็นอะไร (what is ) นั้น ยังไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความรู้มาโดยทันทีว่า สิ่งที่ควรเป็น (what should be) นั้นคืออะไร หากจะพูดอย่างง่าย ๆ ก็คือ มนุษย์เราอาจจะมีความรู้ ความเข้าใจอย่างแจ้งชัดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น รู้ว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้คืออะไร แต่แม้ว่าเราจะรู้มากมายถึงขนาดนั้น เราก็ยังอาจไม่รู้ว่าเป้าหมาย หรือความปรารถนาของมนุษย์นั้นคือสิ่งใด ความรู้ที่ปราศจากอคติย่อมนำมาซึ่งเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้มนุษย์ไปถึงเป้าหมายได้ แต่เครื่องมือเช่นว่านั้นไม่ได้เป็นตัวบอกเราว่าเป้าหมายของมนุษย์คือ อะไร หรืออยู่ที่ไหน ดังนั้น เป้าหมายและเครื่องมือจึงเป็นสิ่งที่ต้องมีทั้งสองอย่าง และต่างต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน หรออาจพูดได้ง่าย ๆ ว่า การที่เราจะไปถึงเป้าหมายใดได้นั้น เราต้องมีเครื่องมือ

ดังนั้น ในมุมมองของข้าพเจ้า ความสำคัญยิ่งของศาสนาทุกศาสนาก็คือ การช่วยให้สังคมมนุษย์ได้รู้และเข้าใจว่า เป้าหมายและแก่นสารของชีวิตคืออะไร และแก่นสารของชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่จำต้องมีใครมากำหนดหรือบีบบังคับ เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว มนุษย์เราเพียงแต่ต้องตระหนักถึงมันเท่านั้น อีกนัยหนึ่งก็คือ เป้าหมายของชีวิตนั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา หากเป็นเพียงสิ่งที่ต้องถูกเปิดเผยออกมาเท่านั้นเอง จารีตประเพณีของศาสนาคริสเตียน - ยิวแต่ครั้งเก่าก่อน ก็ได้วางแนวทางไว้ในลักษณะนี้เช่นกัน

ข้าพเจ้าเชื่อว่า เป้าหมายสูงสุดของเราแต่ละคนนั้น เป็นเรื่องของการรับใช้ผู้อื่น มากกว่าการบีบบังคับผู้อื่นให้กระทำในสิ่งที่เราต้องการ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นต่อไปว่า หน้าที่หลักของสถานศึกษานั้นคือการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้เข้าไป อยู่ในสายเลือดของเด็ก ๆ ให้พวกเขาได้เข้าใจว่า เป้าหมายของชีวิตเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่ต่างจากอากาศที่เราสูดเข้าไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

หากว่า ความจริงเกี่ยวกับเป้าหมายของชีวิตนี้ได้รับการยอมรับโดยทั่วกัน เราก็คงตองยอมรับต่อไปเช่นกันว่า อารยธรรมของมวลมนุษย์ในขณะนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายที่ใหญ่หลวง ประการหนึ่งก็เพราะประเทศที่เป็นอำนาจนิยมกำลังทำลายจิตวิญญาณของมนุษยชาติ ด้วยความคลั่งชาติ ด้วยภาวะที่ไร้ขันติธรรม และด้วยการข่มเหงผู้อื่นทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้กำลังทำลายล้างประเพณีที่ทรงคุณค่าของเราลงไป

ปัจจุบัน ข้าพเจ้าเห็นว่าคนเราได้ตระหนักถึงอันตรายเช่น นี้มากขึ้น ทั้งในระดับประเทศและในแวดวงนานาชาติ การจัดองค์กรและตรากฏหมายใหม่ ๆ ออกมาจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ อย่่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังเห็นว่า เครื่องมือหรือกลไกใดๆ ก็ตามที่ปราศจากจิตวิญญาณ เครื่องมือหรือกลไกนั้นย่อมไร้ซึ่งประสิทธิภาพ และถือว่าเป็นหน้าที่ที่เราทุกคนจะต้องเติมจิตวิญญาณลงไปในกลไกของมนุษยชาติ เพื่อเยียวยาปัญหาต่าง ๆ

เมื่อคุยกันในเรื่องวิทยาศาสตร์ เราพอจะเข้าใจขอบเขตของมันได้ไม่ยากนัก หลายคนคงพอรู้ว่า วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ตกทอดกันมาหลายร้อยปี เป็นศาสตร์ที่สอนให้เรารู้จักคิดอย่างเป็นระบบ หัดให้เรารู้จักนำปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเข้าสู่กระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และมีเหตุผลที่อธิบายได้ แต่หากว่าใครสักคนมาถามข้าพเจ้าว่ารู้หรือไม่ว่าศาสนาคืออะไร ข้าพเจ้ากลับหาคำตอบได้ไม่ง่ายนัก และไม้ว่าจะพอมีคำตอบที่ตนเองพอใจในระดังหนึ่ง ก็จะเป็นคำตอบที่พอใช้ได้ในชั่วขณะนั้นเท่านั้นเอง ศาสนาจึงเป็นเรื่องต้องคิดอย่างรอบคอบ

สิ่งแรกที่ควรถามนั้นอาจจะไม่ใช่คำถามที่ว่า ศาสนาคืออะไร? แต่น่าจะเป็นคำถามที่ว่า อะไรคือแรงดลใจให้คนใดคนหนึ่งหันมานับถือศาสนา? เท่าที่มองเห็น ผู้ที่นับถือศาสนานั้นคือผู้ที่ปลดปล่อยตนเองจากความเห็นแก่ตัว และมีความคิดที่ลึกซึ้ง เป็นผู้ที่ให้ความหมายแก่ชีวิต มองหาแก่นสารของชีวิต ชีวิตของผู้ที่นับถือศาสนา จึงย่อมมีชีวิตที่เป็นเหตุเป็นผล มีความชัดเจน มีสติ และรู้จัดคิดอย่างแท้จริง

ศาสนาจึงเป็นเรื่องของการแสวงหาคุณค่าและเป้าหมายของชีวิต อีกทั้งปรารถนาให้เป้าหมายหรือแก่นสารของชีวิตนั้นเกิดขึ้นจริงกับเหล่าผู้คน สิ่งนี้คือแนวทางของศาสนาที่เป็นมาแล้วนับร้อยปี ดังนั้น เมื่อเรานำศาสนากับวิทยาศาสตร์มาเปรียบเทียบกันก็สามารถสรุปได้ว่า วิทยาศาสตร์และศาสนานั้นไม่มีข้อขัดแย้งกันแต่อย่างใด

แต่ความแตกต่างระหว่างศาสนาและวิทยาศาสตร์ก็มีอยู่ เพราะวิทยาศาสตร์นั้นสอนให้เรารู้ว่า สิ่งทีเป็นอยู่ (what is) นั้น มีอยู่หรือไม่ และสัมพันธ์์กับสิ่งอื่นอย่างไร แต่ไม่ได้บอกเราว่า สิ่งที่ควรเป็น (what should be) คืออะไร แต่สำหรับศาสนานั้น จะไม่พูดถึงความสัมพันธ์ของแต่ละสิ่งในฐานะที่เป็นข้อเท็จจริงเหมือนเช่นที่วิทยาศาสตร์สอน แต่ศาสนาจะสอนให้เราประเมินความคิดและการกระทำของมนุษย์

ดังนั้น ความคิดหรือความเชื่อที่ว่าวิทยาศาสตร์และศาสนานั้น เป็นสองสิ่งที่ขัดแย้งกันตลอดเวลา และไม่มีที่จะประสานเข้าด้วยกันได้ จึงเป็นการตีความหมายที่ผิดพลาด

ในอดีต ความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนาได้สร้างความน่าหดหู่มาแล้วหลายครา ตัวอย่างเช่น หากมีชุมชนใดสักแห่งที่เคร่งศาสนาอย่างแรงกล้าออกมายืนยันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์ไบเบิลนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจริงทั้งหมด เมื่อนั้นก็อาจพิจารณาได้ว่า ศาสนาได้ก้าวล้ำเข้าไปในขอบเขตของวิทยาศาสตร์ และสร้างความขัดแย้งระหว่าง ความเชื่อทางศาสนากับวิทยาศาสตร์เหมือนเช่นที่ กาลิเลโอ และดาร์วินเคยประสบมาก่อน

แต่ในทางตรงกันข้าม ในหลายกรณีวิทยาศาสตร์ได้กลับเป็นฝ่ายล้ำเส้นของศาสนา เช่นการพยายามเข้าไปกำหนดหรือตัดสินว่า คุณค่าพื้นฐานของมนุษย์นั้นคืออะไร เป็นอย่างไร หรือมีอยู่หรือไม่ เมื่อเกิดความล้ำเส้นเช่นนี้ ก็เท่ากับทำให้ฐานะของวิทยาศาสตร์ตรงกันข้ามกับศาสนาไปโดยทันที และความขัดแย้งเช่นนี้ก็นำมาซึ่งความหดหู่อย่างที่ข้าพเจ้าเอ่ยมาแล้ว

ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงมองว่า ทั้งศาสนาและวิทยาศาสตร์นั้น ต่างก็มีเส้นขอบของตนเองและอย่างชัดเจน แต่กระนั้น ศาสตร์ทั้งสองนี้ต่างก็เชื่อมเข้าหากันอย่างดีในหลายแง่มุม และขณะเดียวกันก็กลับมามีความเป็นเอกเทศจากกันในบางแง่มุม ตัวอย่าง คืออะไร แต่ศาสนาก็ต้องเรียนรู้จากวิทยาศาสตร์ด้วย นั่นคือ ศาสนาต้องหาเครื่องมือหรือวิธีการเพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายที่ต้องการได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ไม่ต่างไปจากวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์ก็เวียนว่ายอยู่กับการค้นหาความจริง และความเข้าใจที่ถ่องแท้ในสรรพสิ่ง ซึ่งการค้นหาเช่นว่านี้จะสำเร็จไปไม่ได้ หากผู้นั้นไม่มีศรัทธาของการค้นคว้า ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงยังไม่่เคยพบมาก่อนเลยว่า นักวิทยาศาสต์ที่แท้จริงนั้นเป็นผู้ที่ขาดศรัทธาหรือความเชื่อมั่น ดังนั้น เราจึงอาจเปรียบเปรยได้ว่า วิทยาศาสตร์ทีปราศจากศาสนาย่อมง่อยเปลี้ย และศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตร์ย่อมมีดบอด

แม้ว่าข้าพเจ้าจะมีความเห็นว่า โดยแท้จริงแล้ววิทยาศาสตร์และศาสนานั้นไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างกัน แต่ข้าพเจ้าก็จำต้องย้ำให้เห็นถึงสาระของศาสนาเมื่อแรกกำเนิดด้วยว่า ลักษณะสำคัญของศาสนาเมื่อแรกเริ่มนั้นก็ด้วยจินตนาการของมนุษย์เท่านั้นเอง อีกทั้งมนุษย์ในอดีตอีีกเช่นกันที่เป็นผู้เลือกสร้างอำนาจให้แก่พระเจ้าแต่ละองค์ตามอำเภอใจของตนเอง ด้วยการบูชาและบวงสรวง ดังนั้น ความคิดของพวกเราในปัจจุบันในส่วนที่เกี่ยวกับพระเจ้านั้นจึงเป็นมรดกทางความคิดอันเก่าแก่ในอดีต สิ่งตกทอดที่เราเห็็นกันได้ชัดก็คือ ความรู้สึกที่ว่าพระเจ้านั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ และเราสามารถสวดมนต์ อ้อนวอน ขอสิ่งที่เราปราถนาจากพระเจ้าได้ เป็นที่แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดจะคัดค้านว่าพระเจ้าของมนุษย์ซึ่งทรงไว้ซึ่งมหิทธานุภาพ และความเป็นธรรมนั้น ความคิดเช่นนี้ก็ได้ประโลม และเป็นเสมือนแสงนำทางให้แก่มนุษย์ แต่ความคิดเช่นนีี้ก็ได้แทรกความอ่อนแอที่สร้างความเจ็บปวดไว้ตั้งแต่แรกเริ่มของประวัติศาสตร์เช่นกัน นั่นคือ หากมนุษย์คิดและเชื่อว่าการกระทำทุกอย่างของตน ความคิดอ่าน ความรู้สึก ตลอดจนความปรารถนาในสิ่งใด ๆ ของมนุษย์เป็นเพราะพระเจ้าพึงประสงค์เช่นนั้นแล้ว ถ้าเช่นนั้น เหตุใดมนุษย์จึงคิดว่าตนต้องรับผิดชอบต่อความคิดและการกระทำของตนเอง? ทำไมจึงไม่คิดว่าสิ่งนั้น ๆ ต้องเป็นความรับผิดชอบของพระเจ้าเสียเอง? และในการที่พระเจ้าประทานรางวัลหรือลงโทษมนุษย์นั้น จะมิได้หมายความว่าพระเจ้าได้พิจารณาการกระทำของพระองค์เอง และตัดสินว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือผิดพลาดหรือ? (จึงจำต้องได้รับรางวัลตอบแทน หรือการลงโทษแล้วแต่กรณี)

ดังนั้น หากมองให้แคบลงก็อาจกล่าวได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างวิทยาศาสตร์กับศาสนานั้นอยู่ในเรื่องของพระเจ้าเป็นหลัก วิทยาศาสตร์นั้นมีเป้าหมายเพื่อการค้นหาความจริงว่า เหตุการณ์กับวัตถุนั้นมีส่วนสัมพันธ์กันอย่างไร ทั้งในแง่ของเวลาและสถานที่ (time & space) ส่วนศาสนานี้นมุ่งเน้นที่การปลดปล่อยมนุษย์ให้รอดพ้นจากกิเลสและความกลัว ซึ่งโดยนัยนี้แล้ว วิทยาศาสตร์สามารถเข้ามาเสริมศาสนาให้บรรลุเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่ด้วยการทำให้ความเชื่อในพระเจ้ากลายเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์์ผุดผ่อง แต่ด้วยการทำให้ศาสนานี้นมีจิตวิญญาณที่แท้จริง นั่นคือด้วยการสร้างความเข้าใจในหมู่ชนให้ถูกต้องยิ่งขึ้น

อีกนัยหนึ่งก็คือ เส้นทางสู้ความเป็นศาสนิกชนที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เส้นทางที่เต็มไปด้วยความกลัว ความตาย หรือศรัทธา ที่มืดบอด หากแต่เป็นเส้นทางที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความรอบรู้เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นจุดหมายเดียวกับวิทยาศาสตร์นั่นเอง

ขอบคุณบทความจาก
http://my.dek-d.com/dek-d/story/viewlongc.php?id=253304&chapter=59
http://my.dek-d.com/dek-d/story/viewlongc.php?id=253304&chapter=60