แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐศาสนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐศาสนา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กระแสเรียกร้องให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ


กระแสเรียกร้องให้มีการบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นปีพุทธศักราช 2550

ชาวพุทธ ๗ องค์หลัก กล่าวคือ มหามกุฏราชวิทยาลัย, มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก, ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย, คณะสงฆ์อณัมนิกาย, คณะสงฆ์จีนนิกาย, และ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ได้เริ่มต้นเรียกร้อง ต่อมา กลุ่มชาวพุทธได้ขยายเพิ่มเป็นไม่น้อยกว่า 300 องค์กรทั่วประเทศและได้ผนึกกำลังกันเรียกร้องขึ้นมา

การต่อต้านร่างกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนา

คปก.ชี้ร่าง ก.ม.คุ้มครองพุทธศาสนาทำไทยเป็นรัฐศาสนา  เสี่ยงเลือกปฏิบัติ  เปิดช่องรัฐแทรกแซงเพื่อประโยชน์การเมือง

(12 พ.ค.2558) คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เสนอความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นรัฐศาสนา และมีการเลือกปฏิบัติ หรือเกิดการจำกัดเสรีภาพทางศาสนา และกีดกันศาสนาอื่นๆ เปิดช่องให้รัฐแทรกแซงกิจการของศาสนาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา คปก.ได้จัดทำบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยระบุว่า มาตรา 4 ของร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ศาสนาประจำชาติ (State Religion)


แนวคิดเรื่องศาสนากับชุมชนของชาติ(ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติหรือสัณชาติ)มีอยู่หลายแนวคิด แนวคิดที่เก่าแก่ที่สุดคือแนวคิดแบบศาสนาประจำชาติ เป็นแนวคิดที่เก่าแก่มากย้อนกลับไปได้ไกลถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ก่อนมีการบันทึกประวัติศาสตร์หรือก่อนมีภาษาเขียนเสียอีก)

สาเหตุที่เก่าแก่เช่นนี้ เพราะตั้งแต่บรรพกาลนั้นเมื่อชุมชนต้องการความเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อความเป็นปึกแผ่น เพื่อชุมชนจะสงบ เป็น...ระเบียบและปกครองได้ง่ายขึ้น ก็จำเป็นต้องมีสิ่งที่เป็นเครื่องช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกันและยอมเชื่อฟังผู้ปกครอง เคร่ืองมือที่ดีที่สุดคือศาสนา

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ไทยเป็นรัฐศาสนาหรือไม่?

มีหลายคนพยายามบอกว่า ไทยไม่ได้เป็นรัฐศาสนาเหมือนประเทศอิสลามสักหน่อย  เราเป็นเพียงประเทศที่ยึดถือศาสนาพุทธและให้เสรีภาพแก่ทุกศาสนาเท่าเทียมกันเท่านั้นเอง    ขอให้ลองพิจารณาจากองค์ประกอบต่างๆ ต่อไปนี้

1. เมื่อดูตามประวัติศาสตร์ไปถึงสมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ก็จะพบว่า ฝ่ายอาณาจักรไทยมีความสัมพันธ์กับฝ่ายศาสนจักรอย่างแน่นแฟ้น พระมหากษัตริย์ไทยและพระราชนิกุลทรงเป็นพุทธมามกะ และหลายพระองค์ทรงผนวชเป็นภิกษุ จึงมีการอุดหนุนค้ำจุนกันระหว่างสถาบันทั้งสองเรื่อยมา 

รัฐกับศาสนา

การที่ประเทศใช้นโยบายรัฐศาสนา รัฐที่มีศาสนาประจำชาติ หรือ รัฐที่ใช้อำนาจในการเป็นผู้ให้การรับรองแก่ศาสนาต่างๆและนิกายต่างๆ แทนที่จะใช้นโยบายรัฐโลกวิสัย หรือรัฐที่ให้สิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมทางศาสนาอย่างแท้จริง

ผลคือ รัฐจะกลายเป็นผู้ที่มีส่วนสร้างความขัดแย้งระหว่างศาสนา ความขัดแย้งภายในศาสนา ความขัดแย้งระหว่างนิกายในศาสนา และความขัดแย้งภายในนิกาย และเป็นความขัดแย้งในเชิงอำนาจและผลประโยชน์ 

การหมกเม็ดเรื่องเสรีภาพทางศาสนาของไทย

มีคนถามว่า "การที่รัฐธรรมนูญของประเทศไทยบัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา  ถ้าเช่นนั้น คนไทยอยากจะก่อตั้งพุทธศาสนานิกายใหม่ หรือนำเข้าพุทธนิกายใหม่ ในประเทศไทย ได้หรือไม่?"

ขอตอบว่า ไม่ได้ เหตุผลก็คือ เพราะมี "เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ" และ "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์" เป็นข้อจำกัดอยู่

ขออธิบายเพิ่มเติมเป็นขั้นๆ ดังนี้ว่า

รัฐโลกวิสัย (Secular state)


รัฐโลกวิสัย (Secular state) คือรัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุนหรือต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางศาสนาใด ๆ รัฐโลกวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจำชาติ หรือหากมีศาสนาประจำชาติ ศาสนานั้นก็จะมีความหมายทางสัญลักษณ์และไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน (หมายเหตุ: คำว่า secular state บางคนก็แปลว่ารัฐโลกียวิสัย หรือ รัฐโลกียะ หรือรัฐฆราวาส ผู้เขียนขอใช้คำว่ารัฐโลกวิสัย ตรงข้ามกับ religious state ซึ่งก็แปลว่า รัฐศาสนา หรือรัฐโลกุตระวิสัย)  

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กฎหมายกับศาสนา

รํฐไม่ได้มีหน้าที่พาประชาชนไปสวรรค์และพ้นนรก แต่รัฐมีความรับผิดชอบที่จะต้องทำใ้ห้สังคมเป็นสุขและสงบ ซึ่งก็ทำได้โดยการให้มีเสรีภาพและความเสมอภาค

หากรัฐคิดว่าต้องมีหน้าที่พาคนไปสวรรค์และพ้นนรก ก็ย่อมต้องเอาศีลทางศาสนามาทำเป็นกฎหมาย

และเมื่อทำอย่างนั้น คนมากมายก็จะขาดเสรีภาพและขาดความสุขทันที เพราะศีลคือข้อห้ามต่างๆที่หากทำแล้วจะเป็นบาป