แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนวิทยา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนวิทยา แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

หนังสือ "ศาสนวิทยา และศาสนายุคโพสท์โมเดิร์น" โดย ผู้เขียน


หนังสือสองเล่มของผู้เขียนที่นำเสนอเพื่อเป็นพื้นฐานของเพจศาสนวิทยาสักนิดครับ

1. หนังสือ "ศาสนวิทยา และศาสนายุคโพสท์โมเดิร์น" เล่มละ 395 บาท

2. "อภิจิต SuperSoul : กระบวนวิธีพัฒนาจิตและปัญญาอย่างทะลุขีดจำกัด" เล่มละ 345 บาท ดูรายละเอียดกด apijitsupersoul.com/book.html#book-page

(บวกค่าส่งด่วน 50 บาท)

นอกจากนี้อยากเชิญชวนท่านลองทำแบบทดสอบ Apijit SuperSoul ครับ ขณะนี้มีคนทำร่วม 2 พันคนแล้ว กด apijitsupersoul.com/test.html

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คำว่า "ศาสนาผี" เป็นคำเรียกเชิงดูถูกของศาสนาไทยยุคหลัง


ที่จริงแล้วศาสนาที่คนไทยเรียกติดปากว่า "ศาสนาผี" ในทางศาสนวิทยาก็คือ "animism" หรือเรียกว่า "ศาสนาประเภทวิญญาณนิยม" โดยลักษณะก็คือ เป็นศาสนาที่นับถือธรรมชาติต่างๆว่ามีวิญญาณบางอย่างควบคุมอยู่ทั้งนั้น โดยนามก็เรียกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น
เพียงแต่คนไทยโบราณมักเรียกวิญญาณต่างๆว่า "ผี" ซึงก็ใช้คำนี้เรียกรวมไปถึงวิญญาณบรรพบุรุษที่ตายไป เช่น ผีพ่อผีแม่ ผีปู่ย่า ผีตายาย รวมไปถึงวิญญาณที่ครอบครองประจำท้องถิ่น เช่น ผีบ้านผีเรือน และแม้แต่ผีบ้านผีเมือง ซึ่งหมายความว่าใช้คำว่าผี หมายถึงวิญญาณทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เหตุใดคุณจึงนับถือศาสนาที่คุณนับถืออยู่?


ในการสำรวจถึงเหตุผลในการเลือกนับถือศาสนาของผู้คนว่า "เหตุใดคุณจึงนับถือศาสนาที่คุณนับถืออยู่?" ได้รับเหตุผลในการนับถือศาสนาหลายอย่างที่ถือได้ว่า "ผิดวัตถุประสงค์" ที่แท้จริงของศาสนาเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็กลับพบมากจนกลายเป็นส่วนใหญ่หรือสภาะปกติของการนับถือศาสนาของผู้คนไปแล้ว :

"พอดีต้องพึ่งคนที่นับถือศาสนานั้น"

"ศาสนานี้เขาให้ความช่วยเหลือ"

ไหว้ไม้กางเขนริมนา


ภาพจากFB ของ Dilok Tamjaipuan พร้อมคำบรรยายประกอบว่า "เพราะข้าวคือชีวิต @บ้านป่าบงเปียง จ.เชียงใหม่"

เป็นภาพที่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้เห็นกัน
ภาพชาวเขาเผ่าหนึ่งกำลังไหว้ "ไม้กางเขน" ที่ปักอยู่ริมท้องนาที่เพิ่งผ่านการดำนามา

ไม้กางเขนดังกล่าวมีคล้องสายประคำคล้องกางเขนไว้ด้วย
พร้อมกับโต๊ะบูชา ที่มีเทียนและอาหารเซ่น

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ล้อเลียนศาสนา?

มีหลายท่านถามผู้เขียนมาว่า คิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเพจล้อเลียนศาสนา?


ผู้เขียนคิดเห็นว่าอย่างนี้ว่า ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบเนื้อหาก็ตาม แต่สังคมควรมีค่านิยมที่ยอมรับและสนับสนุนสิทธิเสรีภาพในความเชื่อ (free thinking) และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (free speech) และไม่ถือว่าการวิจารณ์ความคิดความเชื่อหรือศาสนาเป็นเรื่องผิดในกรณีที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังกัน (hate speech) เว้นเสียแต่จะไม่มีหรือไม่เคยมีเหตุผลประกอบ และมีการแสดงความอาฆาตมาดร้าย

ศาสนาล้อเลียน


ศาสนาล้อเลียน (Parody religion หรือ Mock religion) เป็นระบบความเชื่อทางศาสนาที่มีคนสร้างขึ้นมาเพื่อเลียนแบบเชิงล้อเลียนเสียดสีศาสนาบางศาสนา หรือล้อเลียนหลายศาสนา หรือล้อเลียนบางนิกาย หรือล้อเลียนผู้นำศาสนาบางคน หรือบางลัทธิ หรือบางทีก็เพียงแต่เน้นให้คนเห็นถึงจุดบกพร่องบางแง่ของบางศาสนาและโต้แย้งกับแนวคิดที่สนับสนุนเรื่องนั้นๆ

มาลองดูตัวอย่างของศาสนาล้อเลียนที่มีคนสร้างกันขึ้นมา

เพเกิ้น "ศาสนานอกศาสนา"

ศาสนาเพเกิน (Paganism) คือ "ศาสนานอกศาสนา"  ฟังดูนำขันไหม  แต่นี่คำที่ถูกเรียกเชิงดูถูก   คำว่า Pagan นี้มาจากภาษาละติน paganus แปลว่า “ผู้ที่อยู่ในชนบท”

คำว่า เพเกิ้น (Pagan) เป็นคำที่มีความหมายกว้างที่ใช้พูดถึงรวมๆของศาสนาหรือการปฏิบัติของหมู่ชนสมัยก่อนที่จะมีการนับถือศาสนาคริสต์ในยุโรป หรือถ้าขยายความขึ้นไปอีกก็จะหมายถึงผู้ที่มีธรรมเนียมการนับถือพระเจ้าหลายองค์ (polytheistic) หรือศาสนาพื้นบ้าน (folk religion) โดยทั่วไปในโลกจากมุมมองของผู้ที่นับถือคริสต์ศาสนาในโลกตะวันตก

เทวนิยมสารพัดแบบ และอเทวนิยม

"เทวนิยม"   มาจากอังกฤษว่า Theism สร้างมาจากคำว่า theos ในภาษากรีกที่แปลว่า เทพ คำว่าเทวนิยมมีความหมายอย่างกว้างหมายถึงความเชื่อว่ามีพระเป็นเจ้าหรือเทพเจ้า ความหมายอย่างแคบคือเชื่อแบบเอกเทวนิยมว่ามีพระเจ้าองค์เดียวและทรงสัมพันธ์กับการดำรงอยู่ของเอกภพ

เทวนิยมยังเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นบุคคล และมีอำนาจปกครองและจัดการโลกและเอกภพ
แนวคิดตามแบบแผนนี้อธิบายพระเจ้าในเชิงเอกเทวนิยมซึ่งปรากฏในศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม และศาสนาฮินดูในบางสำนัก

ศาสนามีกี่ประเภท?


หากถามว่าศาสนามีกี่ประเภท ต้องบอกว่า มันจัดประเภทได้หลายแบบ แต่ละแบบก็จะแยกเป็นหลายประเภท แต่แบบที่นิยมจัดกันเพราะมีนัยสำคัญมี 4 แบบหลักคือ 1. แบ่งตามถิ่นกำเนิด 2. แบ่งตามลำดับวิวัฒนาการของศาสนา 3. แบ่งตามความซับซ้อนของการจัดการ 4. แบ่งตามลักษณะผู้นับถือ ลองดูรายละเอียดกัน

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วงแหวนโครงสร้างทางศาสนา ของ Federick Heiler


Federick Heiler (เฟดเดอริค เฮเลอร์) นักศาสนวิทยาชาวเยอรมัน มีแนวคิดและว่าโครงสร้างของศาสนาต่างๆ นั้นมี "ประสบการณ์ทางศาสนา" เป็นหัวใจ เขาเสนอโครงสร้างเป็นวงแหวน 2 ชั้นล้อมรอบสิ่งนี้

วงแหวนรอบแรกซึ่งอยู่ติดกับประสบการณ์ทางศาสนาที่สุดประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ
1. ความคิดเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า (concept of deity)

Syncretism การผสานความเชื่อทางศาสนา

การผสานความเชื่อ (Syncretism) คือความพยายามที่จะผสานความคิดหรือปรัชญาที่ต่างกันหรือตรงกันข้ามกันเข้าด้วยกัน โดยการนำตระกูลความคิดต่าง ๆ มาผสมผสานให้กลืนกันกันตามแนวปรัชญาใหม่ ที่อาจจะทำได้จากการดึงแนวเทียบของปรัชญาดั้งเดิม ธรรมเนียม และโดยเฉพาะจากเทววิทยาและปรัมปราวิทยาของศาสนาต่าง ๆ มาผสานกัน ในการสร้างพื้นฐานของความเป็นเอกทัศน์ของความคิดต่างๆ ดังว่าที่สามารถทำให้สร้างความเข้าใจได้จากมุมมองร่วมกัน (inclusive approach) ได้

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

henotheism ความสับสนในศัพท์ศาสนวิทยา

มีความสับสนและเข้าใจผิดกันมากต่อศัพท์ทางศาสนวิทยาที่สำคัญ ๓ คำ ได้แก่คำว่า "monotheism" "polytheism" และคำที่ผู้คนคุ้นเคยน้อยมากคือคำว่า "henotheism" ทั้งสามคำนี้เชื่อมโยงกันแต่ความหมายต่างกัน ขออธิบายให้ชัดๆ อย่างนี้ 

เริ่มจากสองคำแรกที่เป็นคำพื้นฐานก่อน คำแรก monotheism ที่ถูกบัญญัติศัพท์ไทยว่า เอกเทวนิยม แปลว่า การเชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียว (อย่าสับสนกับ monism ที่แปลว่า เอกนิยม)

คำที่สอง polytheism ที่ถูกบัญญัติเป็นคำไทยว่า พหุเทวนิยม แปลว่า การเชื่อว่ามีพระเจ้า(หรือเทพเจ้า)หลายองค์

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ศาสนาเชน : ศาสนาที่คล้ายศาสนาพุทธมากอย่างเหลือเชื่อ









ศาสนาเชน เป็นศาสนาที่เกิดขึ้นจากการปฏิรูปศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดูในด้านคำสอน ความเชื่อถือ และศาสนาพิธี ตลอดทั้งปฏิเสธเรื่องพระเจ้า เป็นศาสนากึ่งอเทวนิยม ที่เรียกว่ากึ่งก็เพราะยังเชื่อว่ามีชีวะหรือวิญญาณหรืออัตตา ถือว่าทุกสิ่งมีวิญญาณ ศาสนาเชนสอนเน้นหนักในการบำเพ็ญทุกกิริยา

คำว่า “เชน” บางทีออกเสียงว่า ไชน์ หรือ ไยน์ มาจากคำว่า “ชินะ” แปลว่า “ผู้ชนะ” เพราะฉะนั้น ศาสนาเชนจึงหมายความว่าศาสนาแห่งผู้ชนะ (ชนะตนเอง)

เป็นนักศาสนวิทยา ต้องรู้อะไรบ้าง?

มีผู้ถามมาว่า การจะเป็นนักศาสนวิทยาได้ ต้องรู้เรื่องศาสนาต่างๆมากๆใช่หรือไม่?

ขอตอบว่า ก็ใช่ครับ แต่ไม่ใช่แค่รู้เรื่องศาสนา แต่ควรต้องรู้ถึงความรู้สึกและประสบการณ์ทางศาสนา รวมทั้งผลกระทบต่อเนื่องทั้งระดับส่วนบุคคลและสังคมด้วย

คลิกเพื่อขยายภาพ
มีคำถามต่อว่า แล้วจะเป็นนักศาสนวิทยาที่ดีได้อย่างไร? ขอตอบว่า ต้องใฝ่รู้ทั้งเชิงกว้างและลึก และต้องมีใจเป็นกลางและเป็นธรรมต่อทุกศาสนาทุกความเชื่อ เข้าใจความคิดและความรู้สึก ทั้งแบบคนนอกและคนใน ทั้งแบบคนเห็นด้วยและแบบคนคัดค้าน ถ้าจะให้ดีมากต้องสามารถสวมความรู้สึกของหลายๆความเชื่อได้

และแน่นอนต้องรู้ที่มา พัฒนาการ สถานการณ์ ผลกระทบ จนถึงแนวโน้มอนาคตด้วย


ที่สำคัญมากที่ต้องไม่เข้าใจผิดคือ นักศาสนวิทยาไม่ใช่ศึกษาแต่เรื่องของการนับถือศาสนาเท่านั้น แต่ศึกษารวมถึงการไม่นับถือศาสนา การทิ้งศาสนา การเปลี่ยนศาสนา หรือการปรับศาสนา ฯลฯ เหล่านี้ในทุกรูปแบบทุกมิติด้วย

นอกจากนี้ ในอีกด้านหนึ่ง ศาสนวิทยาต้องเป็นนักปรัชญาสาขา "นักจริยศาสตร์" (ethicist) ไปในเวลาเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะศาสนาเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจริยศาสตร์โดยตรง ซึ่งการเป็นนักจริยศาสตร์ทำให้ต้องพิจารณาเรื่องว่าอะไร "ถูกผิดดีชั่วควรไม่ควร" หรืออะไรถูกผิดดีชั่ว"มากกว่ากัน" ทั้งจากฐานคิดเชิงศาสนา  ปรัชญา และอื่นๆ

ศิลป์ชัย  เชาว์เจริญรัตน์

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

รู้จัก "ศาสนวิทยา" และ "ผู้เขียน"

ศาสนวิทยาคืออะไร? 

"ศาสนวิทยา" ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ศึกษาปรากฎการณ์และแนวคิดทางศาสนาที่ครอบคลุมทุกด้านอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  มีทั้งปรัชญาศาสนา  มนุษยวิทยาศาสนา   สังคมวิทยาศาสนา  จิตวิทยาศาสนา  เทวศาสตร์ และศาสนศาสตร์ 

คำว่า "ศาสนวิทยา" เคยมีนักวิชาการบัญญัติเป็นคำภาษาอังกฤษว่า  “Religiology”  ว่ากันว่าคนใช้คนแรกคือ Hideo Kishimoto โดยหมายถึง การศึกษาเรื่องของศาสนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  (“science of religion” or “scientific study of religion,”)  ซึ่งใกล้เคียงกับความหมายของคำภาษาเยอรมันว่า "Religionswissenschaft"  ซึ่งนักวิชาการหลายคนชอบคำนี้มากกว่า "ศาสนศึกษา" หรือ  “Religious Studies.”  



Author: Hideo Kishimoto : Numen, Volume 14, Issue 1, pages 81 – 86, Publication Year :1967



มีผู้ถามมาว่า การจะเป็นนักศาสนวิทยาได้ ต้องรู้เรื่องศาสนาต่างๆมากๆใช่หรือไม่?

ขอตอบว่า ก็ใช่  แต่ไม่ใช่แค่รู้เรื่องศาสนา แต่ควรต้องรู้ถึงความรู้สึกและประสบการณ์ทางศาสนา รวมทั้งผลกระทบต่อเนื่องทั้งระดับส่วนบุคคลและสังคมด้วย

มีคำถามต่อว่า แล้วจะเป็นนักศาสนวิทยาที่ดีได้อย่างไร? ขอตอบว่า ต้องใฝ่รู้ทั้งเชิงกว้างและลึก และต้องมีใจเป็นกลางและเป็นธรรมต่อทุกศาสนาทุกความเชื่อ เข้าใจความคิดและความรู้สึก ทั้งแบบคนนอกและคนใน ทั้งแบบคนเห็นด้วยและแบบคนคัดค้าน ถ้าจะให้ดีมากต้องสามารถสวมความรู้สึกของหลายๆความเชื่อได้

และแน่นอนต้องรู้ที่มา พัฒนาการ สถานการณ์ ผลกระทบ จนถึงแนวโน้มอนาคตด้วย

ที่สำคัญมากที่ต้องไม่เข้าใจผิดคือ นักศาสนวิทยาไม่ใช่ศึกษาแต่เรื่องของการนับถือศาสนาเท่านั้น แต่ศึกษารวมถึงการไม่นับถือศาสนา การทิ้งศาสนา การเปลี่ยนศาสนา หรือการปรับศาสนา ฯลฯ เหล่านี้ในทุกรูปแบบทุกมิติด้วย

นอกจากนี้ ในอีกด้านหนึ่ง ศาสนวิทยาต้องเป็นนักปรัชญาสาขา "นักจริยศาสตร์" (ethicist) ไปในเวลาเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะศาสนาเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจริยศาสตร์โดยตรง ซึ่งการเป็นนักจริยศาสตร์ทำให้ต้องพิจารณาเรื่องว่าอะไร "ถูกผิดดีชั่วควรไม่ควร" หรืออะไรถูกผิดดีชั่ว"มากกว่ากัน" ทั้งจากฐานคิดเชิงศาสนา ปรัชญา และอื่นๆ


มีคนถามมาหลายครั้งว่าต่างกันยังไงระหว่าง ศาสนศาสตร์ ศาสนศึกษา กับ ศาสนวิทยา?   ขอตอบคร่าวๆ อย่างนี้ และไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องเห็นด้วย

ศาสนศาสตร์...เรียนหนึ่งศาสนา เพื่อรู้ ศรัทธา และประยุกต์ใช้
ศาสนศึกษา...เรียนหลายศาสนา เพื่อรู้ เปรียบเทียบ และประยุกต์ใช้
ศาสนวิทยา...เรียนทุกประเภทศาสนา รวมทั้งที่ต่อต้านศาสนา และทุกแง่ของศาสนา รวมทั้งประวัติศาสตร์พัฒนาการ  ปรากฎการณ์   เพื่อรู้ เปรียบเทียบ ประยุกต์ใช้ จนถึงวิเคราะห์ วิพากษ์ เและสังเคราะห์

ตัวผู้เขียนเองได้ศึกษาด้านศาสนวิทยามามาก เห็นประโยชน์ในเรื่องนี้ และมีภาระใจที่อยากจะให้ความรู้ด้านนี้แก่คนไทย ซึ่งในการนำเสนอก็กระทำอย่างเปิดเผยตัวเอง อย่างไม่ปิดบังอำพราง เพื่อแสดงถึงความเปิดเผย จริงใจ และพร้อมรับผิดชอบ


จุดยืนของข้าพเจ้าในการนำเสนอเรื่องศาสนวิทยาในประเทศไทย : 

1. นำเสนอวิชาการด้านศาสนวิทยา  ปรัชญาและจิตวิญญาณธรรม
2. ยึดความรู้และความจริง อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คน
3. เป็นกลางทางศาสนา ไม่ได้ทั้งสนับสนุนหรือต่อต้าน ทั้งต่อศาสนาโดยรวมหรือต่อศาสนาใดๆ และยอมรับการเป็นอศาสนิก
4. เป็นกลางและเป็นธรรมสำหรับทุกแนวคิดทางศาสนา ไร้อคติ  ยึดตามความเที่ยงตรงทางหลักวิชาการ
5. ส่งเสริมการแยกรัฐจากศาสนา หรือการเป็นรัฐโลกวิสัย การเปิดเสรีทางศาสนา และการเท่าเทียมทางศาสนา
6. ส่งเสริมการมีสิทธิเสรีภาพทางศาสนาและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น(เกี่ยวกับศาสนา) และไม่สนับสนุนการมีกฎหมายห้ามหมิ่นศาสนาและการห้ามการแสดงความคิดเห็นที่สร้างความเกลียดชัง(ทางศาสนา) และไม่ถือว่าการวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาถือเป็นการ "หมิ่นศาสนา" เว้นแต่มีการขู่อาฆาต 
7. มุ่งนำเสนอความจริงและความเห็นอย่างตรงไปตรงมา แต่ใช้เหตุผล สุภาพ ไม่หยาบคาย และไม่ล้อเลียน

หากเมื่อใดที่ท่านผู้อ่านรู้สึกว่า ข้อเขียนชิ้นใดของผู้เขียนไม่ยุติธรรม หรือไม่ถูกต้องใคร่ขอเรียนท่านผู้อ่านว่า..

1. ก่อนอื่นเลยคือ ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านระคายเคือง ผู้เขียนก็ไม่สบายใจเช่นกันที่ทำให้ท่านผู้อ่านรู้่สึกเช่นนั้น
2. โปรดทราบว่า ผู้เขียนตระหนักอย่างยิ่งว่า เรื่องของศาสนาเป็นเรืองที่อ่อนไหวอย่างที่สุด และก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำเสนอให้ทุกคนพอใจได้ แต่โปรดเชื่อว่า ผู้เขียนพยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน เป็นกลางและเป็นธรรม
3. ท่านสามารถแสดงความเห็นได้ทั้งที่ช่องแสดงความคิดเห็น หรือทางข้อความส่วนตัว ผู้เขียนขอน้อมรับฟังทุกความคิดเห็น และจะพิจารณาไตร่ตรองด้วยใจเป็นธรรม ใจที่พร้อมจะเรียนรู้ และพร้อมจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงแนวคิดหากพบว่าเป็นจริง
4. บางเรื่้องที่ผู้เขียนนำมาโพสท์เป็นเพียงนำมาให้ดูเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าผู้เขียนเห็นด้วยกับทุกเรื่อง
5. ท่านอาจมั่นใจขึ้นหากได้ติดตามมาตั้งแต่ต้น หรือติดตามมาเป็นเวลานาน ซึ่งหากท่านย้อนกลับไปอ่านบทความเดิมๆ ได้ก็จะช่วยได้มาก


ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง

ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์


*********
ประวัติสังเขปทางด้านศาสนวิทยา 


ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์
Dr.Sinchai Chaojaroenrat 

การศึกษา  Education: 
  • Th.D. (Doctor of Religious Studies / Doctor of Theology ) Major in Theology ABGTS (Asian Baptist Theological Seminary)  ปริญญาเอก ศาสนวิทยา / ศาสนศาสตร์   วิชาเอก ศาสนศาสตร์   และ ศาสนวิทยา 
  • ปริญญาตรี รัฐศาสตร์  สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (B.Sc. Bachelor of Polotical Science)   มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 

การอบรมพิเศษ (Special Training) :
  • Leadership in Publishing Ministry  by Cook Communication  , Colorado Springs,  USA
  • Leadership in Christian Publishing Ministry by Lifeway International  , Nashville, USA
  • Special training in Philosophy, Buddhism, History, Religious Practice, Sociology and Anthropology,  Psychology, Counseling etc. (การศึกษาและฝึกอบรมเป็นพิเศษในด้าน ปรัชญา  ศาสนาเปรียบเทียบ  ประวัติศาสตร์  สังคมวิทยาและมนุษยวิทยา จิตวิทยา และการให้การปรึกษา ฯลฯ)  

งาน Job :
  • ประธานสถาบันอภิจิต SuperSoul
  • ประธานมูลนิธิพันธกิจชุมชน
  • Religiologist/ academics in Religiology, Theology, Philosophy, Anthropology, Political Science - นักวิชาการด้านศาสนวิทยา  ศาสนศาสตร์  ปรัชญา มนุษยวิทยา และรัฐศาสตร์ 
  • Director of CLI Publishing House - ผู้อำนวยการสถาบัน CLI และสำนักพิมพ์ CLI
  • Lecturer for universities, colleges and seminaries,   
  • Academician, author of nearly 50 books, lecturer, preacher , and advisor of some company. - นักวิชาการศาสนวิทยา ศาสนศาสตร์  นักปรัชญา  นักเขียน และวิทยากร ที่ปรึกษาบริษัทเอกชนบางแห่ง

ผลงานวิชาการ Academic books and essays: 
  • "ศาสนวิทยา กับศาสนายุคโพสท์โมเดิร์น"
  • "เสรีภาพทางศาสนา และรัฐโลกวิสัย"
  • "อภิจิต SuperSoul : กระบวนวิธีพัฒนาศักยภาพจิต"  
  • "ประวัติและพัฒนาการแห่งคริสตศาสนาและความสัมพันธ์กับอารยธรรมโลก"
  • ฯลฯ

และบทความอีกมากมาย  อ่านได้ทาง
facebook.com/dr.sinchai.chaojaroenrat
Blog : sinchaichao.blogspot.com

Some of those books ever wrote that are more than 50 books and a lot of articles. Looks the details in  

Email:  sinchaich@gmail.com 
Facebook Fanpage:  facebook.com/dr.sinchai.chaojaroenrat  ,

สนใจติดต่อสั่งซื้อหนังสือได้ที่