แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิสลาม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

นิกายของอิสลาม

ผู้คนมักได้ยินเรื่องนิกายของศาสนาอิสลามกันบ่อยๆ แค่ "สุหนี่" กับ "ชีอะห์" จนมักเข้าใจกันว่าศาสนาอิสลามมีแค่สองนิกายนี้   แต่แท้จริงแล้วไม่ได้มีแค่ 2 นิกาย แต่มีนิกายอื่น   รวมทั้งนิกายย่อย และสำนักคิดย่อยอีกมาก

นบีมุหัมมัด ผู้เป็นศาสดาเองก็ดูเหมือนพยากรณ์ว่าจะมีการแตกเป็น 73 กลุ่ม   โดยกล่าวว่า "แท้จริงประชาชาติของนบีมูซา(โมเสส) ได้แตกออกภายหลังจากเขาเป็น 71 จำพวก มีหนึ่งกลุ่มเท่านั้นที่รอด ส่วนอีก 70 อยู่ในไฟนรก

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จุดยืนของมุสลิมต่อท่านอีซา (พระเยซู)
ขอขอบคุณที่มา http://www.answeringislam.net/Thai/reason_Isa_follow.html
เหตุผลการติดตามท่านอีซา
ถ้า พี่น้องมุสลิมทุกคนมาช่วยกันพัฒนาฟื้นฟูอิสลามกันใหม่อีกครั้งเกี่ยวกับผู้ ที่ติดตามท่านอีซา และผู้ที่ตามท่านนบีมูฮัมมัด จะเป็นการดีถ้าทุกฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกันได้ ขณะนี้ได้เข้าสู่ยุคสุดท้ายแล้วที่เราควรต้องร่วมมือกันทำให้มุสลิมทั่วโลก ได้กลับใจมาติดตามท่านอีซา มุสลิมทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับสังคมอื่นได้แล้วบอกข่าวดีกับคนเหล่านั้นถึง เรื่องราวของท่านอีซา เป็นการรู้ซึ้งถึงหลักการที่แท้จริงของมุสลิม จะมีมุสลิมสักกี่คนที่กระตือรือร้น และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะช่วยให้สังคมมุสลิมของเรา มีระเบียบแบบแผนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันยอมรับซึ่งกันและกัน ให้อภัยกัน เป็นผู้ที่รักสันติจริงๆ เกรงกลัวต่อบาป ทั้งบาปเล็กบาปใหญ่ ไม่พูดจาดูถูกกันและกัน หรือดูหมิ่นขนบธรรมเนียมประเพณีของพี่น้องมุสลิมด้วยกันเอง นี่จึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสังคมมุสลิม แต่ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) ยังได้กล่าวไว้ใน ซูเราะฮ์อัลมาอิดะฮ์ อายะฮ์ที่ 51 ; 57 ว่า

ศีลอดแสดงถึงพลังแห่งศรัทธาของยิว คริสเตียน และมุสลิม
Fasting shows sign of faith
โดย Julie Baker | The State News, Michigan
แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล

รัฐมิชิแกน, สหรัฐอเมริกา - ซามันธา เดรสซอร์, นักจิตวิทยาอาวุโส, มองว่าการถือศีลอดในวัน โยม คิพเพอะ (Yom Kippur - วันศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว เป็นวันอดอาหารและสวดมนต์ทั้งวันในโบสถ์ยิว) เป็นประเพณีแห่งการทำความสะอาดจิตใจและร่างกาย

เป็นเวลา 25 ชั่วโมงตั้งแต่พระอาทิตย์ตกเมื่อคืนนี้, ซามันธางดกินอาหารและดื่มน้ำเพื่อจะได้บรรลุตามข้อกำหนดของเทศกาลของชาวยิว, ซึ่งเริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยวันปีใหม่ยิว - หรือ โรช ฮาชนาห์ (Rosh Hashanah)

ซามันธาบอกว่าเธอเริ่มถือศีลอดในวันโยม คิพเพอะ ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 13 ปี ตอนได้รับอนุญาตโดยกฎหมายยิวให้เข้าพิธีถือศีลอดได้
"มันคล้ายๆ กับเป็นผลรวมของการถูกทำโทษและการชำระล้างร่างกายและจิตใจ" เธอกล่าว "เป็นเวลาที่ต้องมาชำระทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนซึ่งคุณต้องการการให้อภัย (จากพระเจ้า)"
ศาสนายูดาย (ยิว), คาทอลิก, และอิสลาม - มีการถือศีลอดประจำปีในช่วงวันหรือเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ของทางศาสนา

กรณีศึกษาเกี่ยวกับคริสตชนที่เปลี่ยนเป็นมุสลิม

ดร.มุรอด วิลฟรีด ฮอฟมานน์ Dr.Murad Wilfried Hofmann ค.ศ.1931 -
แปลโดย วาริษาฮ์ อัมรีล
ดร.มุรอด วิลฟรีด ฮอฟมานน์ (Dr.Murad Wilfried Hofmann) อดีตนักการทูตเยอรมัน หันมารับอิสลามในปี 1980 และเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับอิสลามในโลกตะวันตก
ดร.ฮอฟมานน์เกิดในครอบครัวคาทอลิก ประเทศเยอรมนี จบการศึกษาจากยูเนี่ยนคอลเลจ (Union College) ในนิวยอร์ก สหรัฐฯ ต่อมาปี 1957 จบปริญญาเอกกฎหมายจากมหาวิทยาลัยมิวนิค เยอรมนี จากนั้นเข้าทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ต่อมาปี 1960 ไปจบปริญญาโทกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ
ปี 1983-87 ดร.ฮอฟมานน์เป็นผู้อำนวยการข่าวสารขององค์การนาโตที่กรุงบรัสเซลล์ เบลเยี่ยม ช่วงปี 1987-90 เป็นทูตเยอรมันประจำประเทศอัลจีเรีย และช่วงปี 1990-94 เป็นทูตที่ประเทศโมรอคโค ดร.ฮอฟมานน์ทำอุมรอฮในปี 1982 และฮัจย์ในปี 1992
การเข้าสู่อิสลามของดร.ฮอฟมานน์มาจากสาเหตุ 3 ประการคือ ความประทับใจในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวมุสลิมในอัลจีเรีย ความหลงใหลในศิลปะอิสลาม และความขัดแย้งในหลักการศาสนาคริสต์ที่เขียนโดยเซนต์ปอล
ประการแรก การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวมุสลิมในอัลจีเรีย ในปี 1961 ขณะที่ดร.ฮอฟมานน์ทำงานในสถานฑูตเยอรมนีประจำอัลจีเรีย มีการสู้รบระหว่างนักรบกู้ชาติอัลจีเรียเพื่อปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส กับกองทัพฝรั่งเศส ดร.ฮอฟมานน์ได้เห็นการสังหารหมู่ที่โหดร้าย ในอีกด้านก็เห็นการสู้ไม่ถอยของชาวอัลจีเรีย ทุกวันมีคนถูกฆ่าตายนับสิบ "ผมเห็นจะๆ กับตา" เพียงเพราะพวกเขาเป็นอาหรับหรือไม่ก็เรียกร้องอิสรภาพ "ผมเห็นความอดทน ความไม่ย่อท้อของชาวอัลจีเรียแม้พวกเขาต้องลำบากแสนสาหัส ความมีวินัยของพวกเขาในช่วงเดือนรอมดอน ความเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะต้องได้ชัยชนะ และความเอื้ออาทรของพวกเขาท่ามกลางวิปโยคแห่งชีวิต" ดร.ฮอฟมานน์เชื่อว่าชาวอัลจีเรียเป็นแบบนี้เพราะศาสนาของพวกเขา จากนั้นดร.ฮอฟมานน์จึงเริ่มศึกษาคัมภีร์ของพวกเขา - อัล-กุรอาน "แล้วผมก็ไม่เคยหยุดอ่านอัล-กุรอานเลยจนทุกวันนี้"

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พระเยซูคริสต์ในทัศนะของอิสลาม

"...ท่านนบีอีซา (พระเยซู) (อ.ล.)นั้น ถือเป็นหนึ่งใน 25 ศาสนทูตแห่งพระผู้เป็นเจ้า และเป็น 1 ใน 5 บุคคลที่พระผู้เป็นเจ้ายกย่องเกียรติในฐานะ "อูลุ้ลอัสมิ" หรือ"ผู้มีความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยว" ตามหลักศรัทธานั้น มุสลิมทุกคนจำต้องศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตทุกท่านอย่างเท่าเทียมกัน...ซึ่ง นั่นหมายถึงการ ศรัทธาต่อท่านนบีอีซา เฉกเช่นเดียวกับ ท่านนบีมูฮัมมัด (ศ.ล.)...หากแต่ว่าแนวทางการดำรงชีวิตและหลักปฏิบัตินั้น ต้องดำเนินตามท่านนบีมูฮัมมัด (ศ.ล.)ในฐานะนบีคนสุดท้าย และเป็นตราประทับแห่งบรรดานบีทั้งมวล

....ตามหลักฐานจากกุรอานนั้น กล่าวไว้ว่า พระนางมัรยัม (พระนางมารีย์)นั้น...ตั้งครรภ์ด้วยอำนาจแห่งพระผู้เป็นเจ้า โดยมีท่านญิบรีล (กาเบรียล)เป็นผู้รับสนองพระบัญชา โดยนำพระวิญญาณมาปฏิสนธิในครรภ์ของพระนางมารีย์ ด้วยวิธีที่เหนือธรรมชาติ ทำให้พระนางสามารถตั้งครรภ์ได้โดยไม่ต้องมีสัมพันธ์กับชายใด และไม่มีอาการเจ็บครรภ์หรือทรมานเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป

....ท่านนบีอี ซา (อ.ล.) ประสูติเมื่อใด กุรอานไม่ได้ระบุวันที่ไว้...แต่จากการคำนวณโดยนักวิชาการมุสลิมที่อาศัย หลักฐานบางประการ(จากกุรอาน) นั่นคือ พระนางคลอดใต้ต้นอินทผาลัม และเมื่อพระนางคลอดนั้น พระนางได้ใช้ผลอินทผาลัมกินเพื่อประทังความหิว จึงคาดคะเนว่า ท่านนบีน่าจะประสูติในเดือนสิงหาคม - กันยายน (ซึ่งเป็นฤดูที่อินทผาลัมสุกงอม) และจากหลักฐานที่ว่า "ปราชญ์ 3 คนเดินทางมาจากทางทิศตะวันออก โดยตามดวงดาวจรัสแสงมายังแคว้นยูดาย" (มัทธิว 2.1-12) ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกโบราณ และปทานุกรมเวนเฮียนตุงของ หม่าตวนหลิน (ปราชญ์ชาวจีน) ที่ระบุว่า มีดาวหางปรากฏในวันที่ 25 สิงหาคม ก่อนคริสตศักราชประมาณ 12 ปี(เมื่อเทียบตามปฏิทินจีน) โดยกล่าวว่า มันปรากฏให้เห็นถึง 63 วัน ...และจากข้อสันนิษฐาน ของการคำนวณทางดาราศาสตร์อิสลามระบุว่า ดาวหางนั้น คือดาวหางฮัลเลย์ นั่นเอง จึงอาจกล่าวได้ว่า ท่านนบีน่าจะถือกำเนิดในวันที่ 25 สิงหาคม (ตามความเชื่อของมุสลิม)

ชีวิตและภารกิจของท่านนบีอีซา (อ.ล.)นั้นดำเนินไปตามที่ไบเบิ้ลได้กล่าวไว้ (ซึ่งไม่ขอกล่าวซ้ำอีก) จะมีแต่เพียงการกระทำบางประการที่ไบเบิ้ลไม่ได้กล่าวไว้ คือ เรื่องที่ท่านนบีอีซา (อ.ล.)พูดได้ตั้งแต่เด็ก เพื่อปกป้องพระนางมัรยัม จากการถูกใส่ร้ายว่าผิดประเวณี ดังที่กุรอานกล่าวว่า
"แล้วนางได้พาเขามา ยังหมู่ญาติของนางโดยอุ้มเขามาพวกเขากล่าวว่า “โอ้ มัรยัมเอ๋ย ! แท้จริงเธอได้นำเรื่องประหลาดมาแล้ว....โอ้ น้องหญิงของฮารูน พ่อของเธอมิได้เป็นชายชั่ว และแม่ของเธอก็มิได้เป็นหญิงไม่บริสุทธิ์" นางชี้ไปทางเขา (ท่านนบีอีซา (อ.ล.)) ... พวกเขากล่าวว่า “เราจะพูดกับผู้ที่อยู่ในเปลที่เป็นเด็กได้อย่างไร?”... เขา (อีซา) กล่าวว่า “แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉันและทรงให้ฉันเป็นนบี...และพระองค์ทรงให้ฉัน ได้รับความจำเริญ ไม่ว่าฉันจะอยู่ ณ ที่ใด และทรงสั่งเสียให้ฉันทำการนมัสการและบริจาคทานตราบที่ฉันมีชีวิตอยู่....และ ทรงให้ฉันทำดีต่อมารดาของฉันและจะไม่ทรงทำให้ฉันเป็นผู้หยิ่งยะโส ผู้เลวทรามต่ำช้า....และความศานติจงมีแด่ฉัน วันที่ฉันถูกคลอด และวันที่ฉันตาย และวันที่ฉันถูกฟื้นขึ้นให้มีชีวิตใหม่” (กุรอาน 19:27-33)
และ อีกเรื่องคือ การที่ท่านนบีอีซา (อ.ล.) แสดงสัญญาณมหัศจรรย์ให้ปรากฏเพื่อยืนยันว่าพระองค์ถูกส่งมาจากพระผู้เป็น เจ้าจริง ๆ นั่นคือ การเสกนกที่ปั้นจากก้อนดินให้กลายเป็นนกที่มีชีวิตจริง ๆ ดังที่กุรอานกล่าวไว้ว่า

"...แท้จริงนั้นได้นำสัญญาณหนึ่งจากพระ เจ้าของพวกท่านมายังพวกท่านแล้ว โดยที่ฉันจะจำลองขึ้นจากดินให้แก่พวกท่าน ดั่งรูปนก แล้วฉันจะเป่าเข้าไปในมัน แล้วมันก็จะกลายเป็นนก ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และฉันจะรักษาคนตาบอดแต่กำเนิด และคนเป็นโรคเรื้อน และฉันจะให้ผุ้ที่ตายแล้วมีชีวิตขึ้น ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และฉันจะบอกพวกท่านถึงสิ่งที่พวกท่านจะบริโภคกันและสิ่งที่พวกท่านสะสมไว้ใน บ้านของพวกท่าน แท้จริงในนั้น( มีสัญญาณหนึ่งสำหรับพวกท่าน หากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธา" (กุรอาน 3:49)

...อิสลามได้ยกย่องท่านนบี อีซา (อ.ล.) ไว้หลายประการ ได้แก่การยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของพระนางมัรยัม... ซูเราะห์(บท)ที่ 19 แห่งกุรอาน ใช้ชื่อว่า มัรยัม เพื่อเป็นการให้เกียรติพระนาง ชื่อของท่านนบีอีซา (อ.ล.)ถูกกล่าวไว้ในกุรอานอย่างน้อย 25 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีหะดิษรายงานว่า "ไม่มีลูกหลานของอาดัมคนใด ที่เกิดมาโดยไม่ถูกซัยตอน (ซาตาน) ทำร้าย...เว้นเสียแต่มัรยัมและลูกของนาง(คือท่านนบีอีซา (อ.ล.)) (รายงานโดยมุสลิม และบุคอรีย์)
และสิ่งสำคัญเกี่ยวกับท่านนบีอีซา (อ.ล.)ที่มุสลิมต่างเฝ้ารอ ก็คือการปรากฏตัวอีกครั้ง ของท่านนบีอีซา (อ.ล.) ก่อนวันสิ้นโลก

ท่าน นบีมูฮัมมัด(ศ.ล.)กล่าวว่า "ที่มัสยิดแห่งหนึ่ง ในมะนะรัก (หอคอยอะซาน) ซึ่งอยู่ทางเหนือหรือทางด้านตะวันตก ขณะที่อิมามมะฮฺดีและบรรดาผู้ศรัทธากำลังจะละหมาดซุบฮฺ นบีอีซาจะลง (ที่เสาอะซานนั้น) มาจากฟ้า (บันทึกโดยบุคอรีย์)
...ท่านจะลงมาเพื่อกำจัดความชั่วช้าต่าง ๆ ในโลกนี้...และรวมชาวคัมภีร์ (ยิว , คริสต์และมุสลิม) ให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด...

ขอพระผู้เป็นเจ้าประทานความจำเริญแด่ท่านนบีอีซา และผู้ศรัทธาทุกท่าน

ด้วยจิตคารวะ
kheedes

ขอขอบคุณบทความจาก http://www.annisaa.com/forum/index.php?PHPSESSID=9f10f634e38f70a7d9c45b8ed2bf6311&topic=546.msg2687#msg2687

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เมื่อมุสลิมเปลี่ยนศาสนา เกิดอะไรขึ้น


มุสลิมเปลี่ยนศาสนาถูกขับไล่ หวั่นภัยจากศรัทธาและครอบครัว
โดย แอนโทนี่ บราวนี่ 

นิตยสารไทมส์ 5 กุมภาพันธ์ 2005


ขณะที่ชาวคริสต์ที่ได้เปลี่ยนศาสนาสู่อิสลามได้รับการเลี้ยงต้อนรับชาวมุสลิมกว่า 2 แสนคนที่ได้เปลี่ยนเป็นศาสนาอื่นกลับต้องผจญกับความกลัวอย่างรุนแรง อิฐก้อนแรกก็ได้ถูกขว้างผ่านหน้าต่างห้องนั่งเล่นในยามเช้า และได้ปลุกนิสซาร์ ฮุซเซน (Nissar Hussein) ภรรยาและลูก ๆ อีก 5 คน ให้ตื่นขึ้นมาอย่างหวาดกลัว ขณะที่อิฐก้อนที่สองลอยละลิ่วผ่านกระจกรถเข้ามาต่อ

นี่เป็นเรื่องน่าตื่นตะลึง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ก้อนอิฐอีกก้อนหนึ่งก็ถูกขว้างผ่านหน้าต่างเข้าไปขณะที่ครอบครัวนี้กำลัง เตรียมจะเข้านอนในบ้านที่แบรดฟอร์ดของพวกเขา พวกเขาเหล่านี้เป็นเหยื่อของความเกลียดชังทางศาสนามาเป็นเวลากว่า 3 ปี รถของนายฮุซเซนถูกกระแทก ทุบตี และถูกเผา และแม้แต่ทางเข้าบ้านก็ยังมีกองขยะโปรยไว้เต็มไปหมด

เขาและครอบครัวต้องประสบกับภัยคุกคามเช่นนี้เป็นประจำ ไม่ว่าจะการชน การประทุษร้าย การทำร้ายร่างกาย และการตะโกนด่าว่าขับไล่ให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น หรือแม้แต่การขู่ฆ่ายามพบเจอบนท้องถนน ภรรยาของเขาเคยถูกจับเป็นตัวประกันในบ้านของตัวเองเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงโดยกลุ่มม็อบ ขณะที่รถ กำแพง
และหน้าต่างของบ้านถูกพ่นสีเป็นข้อความว่า "พวกคริสต์สารเลว (Christian Bastard)"

ปัญหาไม่ได้มาจากสิ่งที่นายฮุซเซน ผู้มีบิดามารดามาจากปากีสถาน เชื่อ แต่มาจากสิ่งที่เขาไม่ได้เชื่อ เขาเกิดมาเป็นอิสลาม แต่ได้เปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสต์ได้ 8 ปีมาแล้ว และภรรยาของเขาก็มาจากปากีสถานและได้ทำตามด้วยเช่นกัน