วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แก่นและกระพี้แห่งศรัทธา

ผู้เขียนได้เคยได้อ่านพบข้อความหนึ่งว่า "...หากพระเยซูทรงถูกประหารเมื่อยี่สิบปีก่อน ทุกวันนี้เราคงได้เห็นชาวคริสต์ห้อยเก้าอี้ไฟฟ้า แทนห้อยไม้กางเขน..." ผู้กล่าวคำนี้เป็นนักเขียนตะวันตกคนหนึ่ง 

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558



































(แฟนเพจส่งมาให้)

นักรณรงค์เพศทางเลือกอังกฤษบอก "พระเยซูอาจเป็นเกย์"

จากรายงานของดิอินดิเพนเดนท์ นายปีเตอร์ แทตเชล นักรณรงค์ทางการเมืองชาวเพศทางเลือกในสหราชอาณาจักรชี้ "พระเยซู" อาจเป็นเกย์

นายแทตเชลแสดงความเห็นบนเวบไซท์ของ
เขา www.petertatchell.net/religion/jesus.htm#.VX7M-4oUxJ4.twitter  โดยกล่าวว่า "เราไม่รู้จริงๆหรอกว่าพระเยซูเป็นชายแท้, เกย์, ไบเซ็กชวล หรือชายโสดรักษาพรหมจรรย์ และบทสันนิษฐานที่ไม่ได้กล่าวโดยตรงของศาสนจักรซึ่งเชื่อกันว่าพระองค์เป็นชายแท้ หรือเป็นผู้ที่ปราศจากความต้องการด้านกามารมณ์ก็ขาดหลักฐานประกอบข้ออ้างที่แน่ชัด"  "ด้วยเหตุที่คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้บ่งบอกโดยชัดเจนว่าพระคริสต์ (พระเยซู) มีความรู้สึกทางเพศต่อสตรี หรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิง ความเป็นไปได้ที่พระองค์อาจเป็นเกย์จึงไม่อาจถูกตัดออกไปได้"
นายแทตเชลได้อ้างบางส่วนของ "คำสอนลับของนักบุญมาร์ก" (Secret Gospel of Mark) -หนึ่งในเอกสารไบเบิลที่เป็นที่ถกเถียงและโต้แย้งกันมากที่สุด และหลายคนเชื่อว่าเป็นเอกสารปลอม- มาใช้สนับสนุนข้ออ้างของตนที่ว่าพระเยซูอาจเป็นชายรักชาย

ถ้อยคำที่ถูกยกอ้างมีความว่า "หลังจากผ่านไป 6 วัน พระเยซูได้กล่าวต่อเขาว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และในเย็นวันนั้นเด็กหนุ่มได้เดินทางมาหาพระองค์ โดยมีผ้าคลุมบางๆห่อหุ้มร่างกายอันเปลือยเปล่า ซึ่งเขาได้อยู่กับพระองค์ตลอดคืน และพระองค์ได้ทรงสอนเด็กหนุ่มถึงความลึกลับในอาณาจักรแห่งพระเจ้า"

นายแทตเชลยังกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ที่คนเคร่งศาสนาจำนวนหนึ่งออกมาโต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวว่าไม่ใช่ของจริงเนื่องจากถ้อยคำในเอกสารมีส่วนทำลายความเชื่อที่เป็นหลักการของคำสอนแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะการต่อต้านพฤติกรรมรักร่วมเพศ

อย่างไรก็ดี นายแทตเชลยอมรับว่า แม้เอกสารดังกล่าวเป็นของจริง ก็ยากที่จะใช้เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่าพระเยซูเป็นคนรักร่วมเพศ เนื่องจากเอกสารมิได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ชัดแจ้งระหว่างพระเยซูและเด็กหนุ่มคนดังกล่าว แต่การมีความสัมพันธ์ทางเพศถือว่าเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้แม้จะไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม   
(มติชน)

คำพูดทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีต "เซอร์ เอลตัน จอห์น" นักร้องชาวอังกฤษคนดังซึ่งเป็นเกย์เช่นกัน  ก็พูดจนสื่อเอามาลงว่า "พระเยซูทรงเป็นเกย์ ที่เฉลียวฉลาดสุดๆ"   นักร้องเกย์คนดังกล่าวเช่นนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์ถึงหัวข้อ "การใช้ชีวิตของเกย์ในตะวันออกกลาง"

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อังกฤษกับการเริ่มเปลี่ยนจุดยืนเรื่องสถาบันกษัตริย์กับศาสนา และเพศของพระประมุข




อังกฤษแก้กฎให้กษัตริย์อภิเษกกับสตรีคาทอลิกได้แล้ว รวมทั้งให้ราชธิดาสืบบััลลังก์ได้ด้วย


เครือจักรภพอังกฤษ ประกาศเปลี่ยนกฏมณเฑียรบาลหลายข้อ หนึ่งในข้อที่เกี่ยวข้องกับคาทอลิกก็คือ "กษัตริย์สามารถอภิเษกกับสตรีชาวคาทอลิกได้แล้ว" ... โดยกฎแล้ว กษัตริย์อังกฤษจะต้องนับถือศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ และสมัยก่อน เวลากษัตริย์อังกฤษจะอภิเษกกับสตรีที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ก็จะบังคับว่าสตรีคนนั้นก็ต้องเปลี่ยนมานับถือเชิร์ชออฟอิงแลนด์ก่อน ถึงจะเข้าพิธีได้ ...

ที่ต้องเปลี่ยนเพราะ "เคท มิดเดิลตัน" พระชายาในเจ้าฟ้าชายวิลเลียม เป็นคาทอลิกนั่นเอง http://bbc.in/tVHWV9

การเปลี่ยนไม่ใช่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของอังกฤษโดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกันอีกด้วย ทั้งที่กฎนี้ใช้มานานกว่า 300 ปี

วันที่ 28 ต.ค. 2554 บีบีซีรายงานว่า ผู้นำกลุ่มประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ 16 ประเทศ รวมถึงอังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย เห็นพ้องในการประชุมสุดยอดกันที่ออสเตรเลีย ให้เปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของอังกฤษที่ใช้มานานกว่า 300 ปี โดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกัน ผลจากการเปลี่ยนกฎดังกล่าว จะทำให้ทายาทพระองค์แรกของเจ้าชายวิลเลียมและเคต ดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากเจ้าชายวิลเลียมในทันที ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย

นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศการเปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาล ภายหลังการประชุมที่ออสเตรเลีย ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งอังกฤษ เสด็จฯ เยือนออสเตรเลีย โดยระบุว่ากฎหมายเก่าแก่กลายเป็นสิ่งล้าสมัยกับประเทศอังกฤษที่ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

"การให้พระโอรสที่อ่อนชันษากว่าเป็นผู้สืบราชบัลลังก์แทนที่จะเป็นพระธิดาที่มีชันษามากกว่า เพียงเพราะความเป็นผู้ชายนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับอีกแล้ว รวมไปถึงข้อห้ามว่า รัชทายาทเสกสมรสกับผู้นับถือศาสนาอื่นใดก็ได้ ยกเว้นคาทอลิก ก็สมควรต้องเปลี่ยน" คาเมรอนกล่าว

สำหรับกฎมณเฑียรบาลเดิมของราชวงศ์วินด์เซอร์กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์สืบราชสมบัติได้ต้องเป็นพระโอรสองค์แรกเท่านั้นและจะให้สิทธิ์พระธิดาองค์โตก็ต่อเมื่อในราชวงศ์ไม่มีพระโอรสเลย เหมือนสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งสหราชอาณาจักรองค์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ เจ้าชายวิลเลียม พระโอรสในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า ทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 ของราชวงศ์อังกฤษ ต่อจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระราชบิดา เจ้าชายวิลเลียมเข้าพิธีเสกสมรสกับแคทเธอรีน หรือ เคต มิดเดิลตัน เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ปีคศ. 2554

ต่อมา ก็ทรงมีพระประสูติกาล “พระโอรส” เมื่อ 22 ก.ค. ปีค.ศ.2556  ทรงให้พระนามว่า "เจ้าชายจอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์ แห่งเคมบริจด์"  

เจ้าชายน้อยพระองค์นี้ จึงมีสิทธิ์เสกสมรสกับชาวคาทอลิก โดยที่ยังขึ้นครองราชย์ได้ แต่การแก้ไขกฎทั้ง 2 ข้อนี้ไม่มีผลย้อนหลังไปถึงรัชทายาทลำดับที่ 1 และ 2 

แต่เดิมนั้น  อังกฤษเคยเป็นประเทศคาทอลิก  ต่อมานับตั้งแต่กษัตริย์เฮนรี ที่ 8 ประกาศแยกตัวจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกในกรุงโรม ในศตวรรษที่ 16 นำมาซึ่งการประหัตประหารทางศาสนา   แล้วพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ก็เลยตั้งศาสนาคริสต์นิกายใหม่ของอังกฤษเองขึ้นมา ชื่อว่า นิกายคริสตจักรอังกฤษ หรือ Church of England หรือ Anglican    แล้วก็ตั้งให้ตำแหน่งกษัตริย์ของตนเองเป็นประมุขทางศาสนาหรือพระสังฆราชไปด้วยเลย    (เรื่องนี้มีเหตุจากการที่พระเจ้าจอร์จอยากหย่าร้างกับราชินีเดิมแล้วแต่งงานใหม่  ซึ่งต้องขออนุญาตจากโป๊ปก่อน  แต่โป๊ปไม่ทรงอนุญาต  ก็เลยแยกต่อต้านโป๊บจนแยกนิกายเสียเลย)   

จากนั้นพระเจ้าจอร์จก็ตั้งกฎมณเฑียรบาลว่า ประมุขของประเทศอังกฤษทุกองค์ต้องมีฐานะเป็นประมุข “คริสตจักรอังกฤษ” (Anglican) ด้วย ดังนั้น กษัตริย์อังกฤษทุกพระองค์จึงต้องเป็น “องค์ศาสนูปถัมภก” และนับถือศาสนาคริสต์นิกายนี้ไปโดยปริยาย

แต่กฎใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างผลักดันให้เป็นกฎหมาย อนุญาตให้อภิเษกสมรสกับผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิกได้

อย่างไรก็ตาม  กฎมณเฑียรบาลที่ยังคงเป็นเหมือนเดิมคือ หากกษัตริย์อังกฤษองค์ใดจะ "เปลี่ยนนิกาย"

ซึ่งนั่นก็รวมถึงกรณีที่ต้องการหันไปนับถือศาสนาอื่น ...หรือไม่นับถือศาสนาใด

อันนี้...ก็จะต้องสละราชบัลลังก์  


ศิลป์ชัย  เชาว์เจริญรัตน์

ติดตามศาสนวิทยาทาง Line ได้แล้ว



 Line ID: @sxo9933p 


QR Code

ถ้าใช้ได้ Line จะขึ้นหน้าจอแบบนี้เพื่อให้เพิ่มเพื่อน


หน้าเพจศาสนวิทยาใน Line จะเป็นแบบนี้


ภาพจาก TV & สัมมนา

















































นิกายมอร์มอน เชื่อว่าพระเยซู "มาอเมริกา"

ชาวศาสนามอร์มอน หรือคริสต์นิกายมอร์มอน มีความเชื่อว่า เมื่อสองพันปีก่อน หลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากความตายแล้ว พระองค์ได้ทรงเสด็จมาปรากฎกายที่ทวีปอเมริกา และประกาศแก่ชาวอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ 



อ่านต่อ
https://www.facebook.com/dr.sinchai.chaojaroenrat/photos/a.494296587282529.117037.494206543958200/942619795783537/?type=1&theater