วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558



































(แฟนเพจส่งมาให้)

นักรณรงค์เพศทางเลือกอังกฤษบอก "พระเยซูอาจเป็นเกย์"

จากรายงานของดิอินดิเพนเดนท์ นายปีเตอร์ แทตเชล นักรณรงค์ทางการเมืองชาวเพศทางเลือกในสหราชอาณาจักรชี้ "พระเยซู" อาจเป็นเกย์

นายแทตเชลแสดงความเห็นบนเวบไซท์ของ
เขา www.petertatchell.net/religion/jesus.htm#.VX7M-4oUxJ4.twitter  โดยกล่าวว่า "เราไม่รู้จริงๆหรอกว่าพระเยซูเป็นชายแท้, เกย์, ไบเซ็กชวล หรือชายโสดรักษาพรหมจรรย์ และบทสันนิษฐานที่ไม่ได้กล่าวโดยตรงของศาสนจักรซึ่งเชื่อกันว่าพระองค์เป็นชายแท้ หรือเป็นผู้ที่ปราศจากความต้องการด้านกามารมณ์ก็ขาดหลักฐานประกอบข้ออ้างที่แน่ชัด"  "ด้วยเหตุที่คัมภีร์ไบเบิลไม่ได้บ่งบอกโดยชัดเจนว่าพระคริสต์ (พระเยซู) มีความรู้สึกทางเพศต่อสตรี หรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิง ความเป็นไปได้ที่พระองค์อาจเป็นเกย์จึงไม่อาจถูกตัดออกไปได้"
นายแทตเชลได้อ้างบางส่วนของ "คำสอนลับของนักบุญมาร์ก" (Secret Gospel of Mark) -หนึ่งในเอกสารไบเบิลที่เป็นที่ถกเถียงและโต้แย้งกันมากที่สุด และหลายคนเชื่อว่าเป็นเอกสารปลอม- มาใช้สนับสนุนข้ออ้างของตนที่ว่าพระเยซูอาจเป็นชายรักชาย

ถ้อยคำที่ถูกยกอ้างมีความว่า "หลังจากผ่านไป 6 วัน พระเยซูได้กล่าวต่อเขาว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และในเย็นวันนั้นเด็กหนุ่มได้เดินทางมาหาพระองค์ โดยมีผ้าคลุมบางๆห่อหุ้มร่างกายอันเปลือยเปล่า ซึ่งเขาได้อยู่กับพระองค์ตลอดคืน และพระองค์ได้ทรงสอนเด็กหนุ่มถึงความลึกลับในอาณาจักรแห่งพระเจ้า"

นายแทตเชลยังกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ที่คนเคร่งศาสนาจำนวนหนึ่งออกมาโต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวว่าไม่ใช่ของจริงเนื่องจากถ้อยคำในเอกสารมีส่วนทำลายความเชื่อที่เป็นหลักการของคำสอนแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะการต่อต้านพฤติกรรมรักร่วมเพศ

อย่างไรก็ดี นายแทตเชลยอมรับว่า แม้เอกสารดังกล่าวเป็นของจริง ก็ยากที่จะใช้เป็นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่าพระเยซูเป็นคนรักร่วมเพศ เนื่องจากเอกสารมิได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ชัดแจ้งระหว่างพระเยซูและเด็กหนุ่มคนดังกล่าว แต่การมีความสัมพันธ์ทางเพศถือว่าเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้แม้จะไม่ได้ระบุไว้ก็ตาม   
(มติชน)

คำพูดทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีต "เซอร์ เอลตัน จอห์น" นักร้องชาวอังกฤษคนดังซึ่งเป็นเกย์เช่นกัน  ก็พูดจนสื่อเอามาลงว่า "พระเยซูทรงเป็นเกย์ ที่เฉลียวฉลาดสุดๆ"   นักร้องเกย์คนดังกล่าวเช่นนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์ถึงหัวข้อ "การใช้ชีวิตของเกย์ในตะวันออกกลาง"

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อังกฤษกับการเริ่มเปลี่ยนจุดยืนเรื่องสถาบันกษัตริย์กับศาสนา และเพศของพระประมุข




อังกฤษแก้กฎให้กษัตริย์อภิเษกกับสตรีคาทอลิกได้แล้ว รวมทั้งให้ราชธิดาสืบบััลลังก์ได้ด้วย


เครือจักรภพอังกฤษ ประกาศเปลี่ยนกฏมณเฑียรบาลหลายข้อ หนึ่งในข้อที่เกี่ยวข้องกับคาทอลิกก็คือ "กษัตริย์สามารถอภิเษกกับสตรีชาวคาทอลิกได้แล้ว" ... โดยกฎแล้ว กษัตริย์อังกฤษจะต้องนับถือศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ และสมัยก่อน เวลากษัตริย์อังกฤษจะอภิเษกกับสตรีที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ก็จะบังคับว่าสตรีคนนั้นก็ต้องเปลี่ยนมานับถือเชิร์ชออฟอิงแลนด์ก่อน ถึงจะเข้าพิธีได้ ...

ที่ต้องเปลี่ยนเพราะ "เคท มิดเดิลตัน" พระชายาในเจ้าฟ้าชายวิลเลียม เป็นคาทอลิกนั่นเอง http://bbc.in/tVHWV9

การเปลี่ยนไม่ใช่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของอังกฤษโดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกันอีกด้วย ทั้งที่กฎนี้ใช้มานานกว่า 300 ปี

วันที่ 28 ต.ค. 2554 บีบีซีรายงานว่า ผู้นำกลุ่มประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ 16 ประเทศ รวมถึงอังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย เห็นพ้องในการประชุมสุดยอดกันที่ออสเตรเลีย ให้เปลี่ยนกฎการสืบราชสันตติวงศ์ของอังกฤษที่ใช้มานานกว่า 300 ปี โดยให้สิทธิ์รัชทายาททั้งชายและหญิงขึ้นครองราชย์ได้เท่าเทียมกัน ผลจากการเปลี่ยนกฎดังกล่าว จะทำให้ทายาทพระองค์แรกของเจ้าชายวิลเลียมและเคต ดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ มีสิทธิ์สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากเจ้าชายวิลเลียมในทันที ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย

นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศการเปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาล ภายหลังการประชุมที่ออสเตรเลีย ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งอังกฤษ เสด็จฯ เยือนออสเตรเลีย โดยระบุว่ากฎหมายเก่าแก่กลายเป็นสิ่งล้าสมัยกับประเทศอังกฤษที่ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

"การให้พระโอรสที่อ่อนชันษากว่าเป็นผู้สืบราชบัลลังก์แทนที่จะเป็นพระธิดาที่มีชันษามากกว่า เพียงเพราะความเป็นผู้ชายนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับอีกแล้ว รวมไปถึงข้อห้ามว่า รัชทายาทเสกสมรสกับผู้นับถือศาสนาอื่นใดก็ได้ ยกเว้นคาทอลิก ก็สมควรต้องเปลี่ยน" คาเมรอนกล่าว

สำหรับกฎมณเฑียรบาลเดิมของราชวงศ์วินด์เซอร์กำหนดให้ผู้มีสิทธิ์สืบราชสมบัติได้ต้องเป็นพระโอรสองค์แรกเท่านั้นและจะให้สิทธิ์พระธิดาองค์โตก็ต่อเมื่อในราชวงศ์ไม่มีพระโอรสเลย เหมือนสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งสหราชอาณาจักรองค์ปัจจุบัน

ทั้งนี้ เจ้าชายวิลเลียม พระโอรสในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า ทรงเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 ของราชวงศ์อังกฤษ ต่อจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระราชบิดา เจ้าชายวิลเลียมเข้าพิธีเสกสมรสกับแคทเธอรีน หรือ เคต มิดเดิลตัน เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ปีคศ. 2554

ต่อมา ก็ทรงมีพระประสูติกาล “พระโอรส” เมื่อ 22 ก.ค. ปีค.ศ.2556  ทรงให้พระนามว่า "เจ้าชายจอร์จ อเล็กซานเดอร์ หลุยส์ แห่งเคมบริจด์"  

เจ้าชายน้อยพระองค์นี้ จึงมีสิทธิ์เสกสมรสกับชาวคาทอลิก โดยที่ยังขึ้นครองราชย์ได้ แต่การแก้ไขกฎทั้ง 2 ข้อนี้ไม่มีผลย้อนหลังไปถึงรัชทายาทลำดับที่ 1 และ 2 

แต่เดิมนั้น  อังกฤษเคยเป็นประเทศคาทอลิก  ต่อมานับตั้งแต่กษัตริย์เฮนรี ที่ 8 ประกาศแยกตัวจากคริสตจักรโรมันคาทอลิกในกรุงโรม ในศตวรรษที่ 16 นำมาซึ่งการประหัตประหารทางศาสนา   แล้วพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ก็เลยตั้งศาสนาคริสต์นิกายใหม่ของอังกฤษเองขึ้นมา ชื่อว่า นิกายคริสตจักรอังกฤษ หรือ Church of England หรือ Anglican    แล้วก็ตั้งให้ตำแหน่งกษัตริย์ของตนเองเป็นประมุขทางศาสนาหรือพระสังฆราชไปด้วยเลย    (เรื่องนี้มีเหตุจากการที่พระเจ้าจอร์จอยากหย่าร้างกับราชินีเดิมแล้วแต่งงานใหม่  ซึ่งต้องขออนุญาตจากโป๊ปก่อน  แต่โป๊ปไม่ทรงอนุญาต  ก็เลยแยกต่อต้านโป๊บจนแยกนิกายเสียเลย)   

จากนั้นพระเจ้าจอร์จก็ตั้งกฎมณเฑียรบาลว่า ประมุขของประเทศอังกฤษทุกองค์ต้องมีฐานะเป็นประมุข “คริสตจักรอังกฤษ” (Anglican) ด้วย ดังนั้น กษัตริย์อังกฤษทุกพระองค์จึงต้องเป็น “องค์ศาสนูปถัมภก” และนับถือศาสนาคริสต์นิกายนี้ไปโดยปริยาย

แต่กฎใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างผลักดันให้เป็นกฎหมาย อนุญาตให้อภิเษกสมรสกับผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิกได้

อย่างไรก็ตาม  กฎมณเฑียรบาลที่ยังคงเป็นเหมือนเดิมคือ หากกษัตริย์อังกฤษองค์ใดจะ "เปลี่ยนนิกาย"

ซึ่งนั่นก็รวมถึงกรณีที่ต้องการหันไปนับถือศาสนาอื่น ...หรือไม่นับถือศาสนาใด

อันนี้...ก็จะต้องสละราชบัลลังก์  


ศิลป์ชัย  เชาว์เจริญรัตน์

ติดตามศาสนวิทยาทาง Line ได้แล้ว



 Line ID: @sxo9933p 


QR Code

ถ้าใช้ได้ Line จะขึ้นหน้าจอแบบนี้เพื่อให้เพิ่มเพื่อน


หน้าเพจศาสนวิทยาใน Line จะเป็นแบบนี้


ภาพจาก TV & สัมมนา

















































นิกายมอร์มอน เชื่อว่าพระเยซู "มาอเมริกา"

ชาวศาสนามอร์มอน หรือคริสต์นิกายมอร์มอน มีความเชื่อว่า เมื่อสองพันปีก่อน หลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากความตายแล้ว พระองค์ได้ทรงเสด็จมาปรากฎกายที่ทวีปอเมริกา และประกาศแก่ชาวอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ 



อ่านต่อ
https://www.facebook.com/dr.sinchai.chaojaroenrat/photos/a.494296587282529.117037.494206543958200/942619795783537/?type=1&theater

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

95 theses ของ มาร์ติน ลูเธอร์

การโต้แย้งของดร.มาร์ติน ลูเธอร์ ในประเด็นเรื่อง สิทธิของใบไถ่บาป
เขียนโดย มาร์ติน ลูเธอร์  ติดหน้าโบสถ์วิทเทนเบิร์ก ณ วันที่ 31 ตุลาคม 1517

Disputation of Doctor Martin Lutheron the Power and Efficacy of Indulgences
by Dr. Martin Luther (1517)   (Published in:  Works of Martin Luther:  Adolph Spaeth, L.D. Reed, Henry Eyster Jacobs, et Al., Trans. & Eds. (Philadelphia: A. J. Holman Company, 1915), Vol.1, pp. 29-38) Out of love for the truth and the desire to bring it to light, the following propositions will be discussed at Wittenberg, under the presidency of the Reverend Father Martin Luther, Master of Arts and of Sacred Theology, and Lecturer in Ordinary on the same at that place. Wherefore he requests that those who are unable to be present and debate orally with us, may do so by letter.
ด้วยความรักในความจริง และความปรารถนาที่จะนำสู่ความสว่าง หัวข้อต่อไปนี้เป็นประเด็นอภิปราย ณ วิทเทนเบิร์ก ภายใต้การรับผิดชอบของคุณพ่อมาร์ติน ลูเธอร์ ในฐานะศิลปศาสตร์ และเทววิทยามหาบัณฑิต และอาจารย์ประจำ เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมในการอภิปราย สามารถเข้าใจโดยลายลักษณ์อักษร