วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562

จิตอาสา?



จิตอาสา ที่ในภาษาอังกฤษเรียก community services หรือ volunteer service มีทั่วโลกและมีมานานแล้ว มันคือการที่คนเราอยากทำอะไรเพื่อสังคมโดยไม่ได้ทำเพราะกฎหมายบังคับหรือเพื่อผลประโยชน์ทางอาชีพหรือรายได้ หรือเพื่อเลี่ยงภาษีหรือลดภาษี ส่วนจะทำเพราะหวังผลประโยชน์แฝงในด้านที่ได้สนุกด้วย ได้เพื่อนได้แฟนด้วย ได้ชื่อเสียงได้สร้างภาพด้วย หรือได้บำบัดจิตใจด้วย อันนั้นไม่นับเป็นผลประโยชน์โดยตรง

และจะทำคนเดียวลำพังหรือจะรวมกลุ่มทำก็ได้

การที่จิตอาสาถูกรวมเข้ามาอยู่ในระบบราชการหรือหน่วยงาน ใส่เป็นหน้าที่งาน และเอาการเข้าร่วมมาพิจารณาเพื่อให้คุณให้โทษในงานด้วย แบบนี้ไม่อาจนับได้ว่าเป็นจิตอาสาแท้

แต่จิตอาสาจะเลวร้ายที่สุดเมื่อเอามาใช้เป็นเครื่องมือในระบอบการปกครองที่ไม่เป็นธรรม สาเหตุก็เพราะ มันเป็นการพยายามเอาความดีมาสร้างภาพให้แก่การปกครองที่ไม่เป็นธรรม

คล้ายกับการเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือในการปกครองที่ไม่เป็นธรรม

และในที่สุดก็จะแอบอ้างว่า เห็นไหมการปกครองนี้เพราะมีการเป็นจิตอาสาทำความดี หรือเห็นไหมกาปกครองนี้ดีเพราะสนับสนุนศาสนาหรือเคร่งศาสนา(แต่เปลือก)

แล้วสุดท้ายก็จะอ้างต่อว่า ถ้าใครไม่สนับสนุนการปกครองนี้ก็เท่ากับไม่มีจิตอาสา หรือไม่มีความดี และก็กลายเป็นไม่ใช่คนดี

สุดท้ายก็จะสรุปว่าใครที่ไม่สนับสนุนการปกครองแบบนี้คือ…คนชั่ว …ที่สมควรถูกกำจัด

ਗ਼মᒏర౬ ഽరๅݎ᪒নਭலᣅᢅᡇ

ผู้พิพากษายิงตัวตายเพื่อสร้างประเด็นการเมืองรึ?

คนเป็นผู้พิพากษานั้นมีความรู้สูง มีความมั่นคงสูง เงินเดือนสูง และมีเกียรติสูง 
และถูกฝึกฝนและถูกคาดหวังสูง
ให้เป็นคนที่มีความยุติธรรมสูงสุดในสังคม

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

สถาบันกษัตริย์ทั่วโลกในยุคปัจจุบัน

มีคนขอให้อธิบายว่า ประชาชนควรเข้าใจเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างถูกต้องอย่างไร?  ผู้เขียนก็ขอสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายๆ โดยพูดถึงสถาบันกษัตริย์ทั่วโลกในยุคปัจจุบัน ดังนี้ 

การมีกษัตริย์ในโลกปัจจุบันคงเหลืออยู่ 26 ราชวงศ์หรือตระกูล แต่ปกครองใน 43 ประเทศ  ที่เป็นเช่นนี้เพราะกษัตริย์บางประเทศมีอำนาจเหนือหลายประเทศ คือกษัตริย์อังกฤษที่ถูกถือเป็นกษัตริย์ในทุกประเทศในเครือจักรภพอังกฤษด้วยโดยปริยาย  

ประเทศที่ยังมีกษัตริย์

กษัตริย์ที่ว่านี้ถูกเรียกในหลายชื่อ เช่น กษัตริย์ หรือราชินี  พระราชาธิบดี  สุลตาน   หรือแม้แต่พระสันตปาปา   

ประเทศที่มีกษัตริย์เหล่านี้ไม่ได้มีระบอบการปกครองเหมือนกัน และบทบาทการเป็นกษัตริย์ก็ไม่เหมือนกัน แบ่งได้เป็น 4 แบบ ได้แก่ 

1. กษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราช  เช่นซาอุดีอาระเบีย บรูไน และประเทศอิสลาม ประเทศเหล่านี้กษัตริย์เป็นผู้บริหารโดยตรง หรือบางทีตวบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย   (นอกจากนี้อาจถือรวมกรณีของสมเด็จพระสันตปาปาแห่งรัฐวาติกันด้วย แต่มีเงื่อนไขพิเศษ)

2. กษัตริย์แบบที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ  เช่น อังกฤษ ไทย กษัตริย์แบบนี้ไม่มีอำนาจบริหารโดยตรง แต่ยังมีอำนาจบางส่วน เช่นการอนุมัติหรือยับยั้งกฎหมายที่สภาฯเสนอมา  (อย่างไรก็ตามก็มีการวิจารณ์ว่ากรณีของไทยมีลักษณะแฝงแบบแรก)  

3. กษัตริย์แบบสัญลักษณ์และพิธีการ เช่น กษัตริย์ในประเทศยุโรป ไม่มีอำนาจในการบริหารเลย เป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติและเป็นประธานในการทำพิธีต่างๆ ทางสังคมเท่านั้น 

4. กษัตริย์แบบเครือจักรภพ  คือ ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ อันได้แก่ อังกฤษ แคนาดา  ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอื่น ๆ  กษัตริย์แบบนี้ก็เป็นแบบที่อยู่ใต้รัฐธรรมนูญด้วย 

5. กษัตริย์แบบหมุนเวียนในสหพันธรัฐ  เช่น สุลตานแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย  เป็นการหมุนเวียนกันเป็นในหมู่รัฐต่างๆ ในประเทศ วาระคราวละ 5 ปี และอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ

6. กษัตริย์ใต้อำนาจผู้นำเผด็จการ  เช่น กษัตริย์กัมพูชา 

เรื่องของสถาบันกษัตริย์ มีประเด็นที่มีการถกหรือโต้แย้งกันในแต่ละประเทศอยู่หลายประเด็น ขอแยกให้เห็นดังต่อไปนี้

1. ประเทศยังควรมีสถาบันกษัตริย์หรือไม่? หรือถ้าควรยังมีอยู่ สถาบันกษัตริย์ควรมีสิทธิอำนาจและบทบาทเพียงใด ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และภาคปฎิบัติ?  และตรวจสอบได้อย่างไร? 

2. สถาบันกษัตริย์ควรมีทรัพย์สินและรายได้อย่างไร? มีการบริหารจัดการอย่างไร? ต้องเสียภาษีหรือไม่อย่างไร? ตรวจสอบได้อย่างไร?

3. สถาบันกษัตริย์ควรมีรูปแบบการปฏิสัมพันธ์กับประชาชนอย่างไร? การพูดกันการวางตัวต่อกันควรมีรูปแบบอย่างไร? การใช้คำราชาศัพท์และการแสดงความเคารพต่อกันที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร?  มีฐานะเป็นสมมติเทพหรือเป็นมนุษย์เท่ากัน?  

4. สถาบันกษัตริย์ควรมีการคัดเลือกผู้รับตำแหน่งอย่างไร การสืบทอดอย่างไร มีกฎระเบียบหรือเงื่อนไขคุณสมบัติที่ทำให้พ้นสภาพอย่างไร? 

5. สถาบันกษัตริย์ควรมีการจัดระเบียบแห่งสิทธิอำนาจและเกียรติศักดิ์ภายในราชวงศ์อย่างไร? จัดระดับชั้นอย่างไร?  ระดับชั้นอันนี้เกี่ยวพันกับสังคมอย่างไร?  สังคมต้องปฏิบัติต่อลำดับชั้นต่างๆ อย่างไร?  

6. สถาบันกษัตริย์ควรต้องเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือไม่?  ต้องถูกบังคับให้นับถือศาสนาใดหรือไม่?  ต้องมีตำแหน่งเป็นผู้นำศาสนาหรือสนับสนุนศาสนาใดหรือไม่ อย่างไร?  

7. สถาบันกษัตริย์ควรมีกฎหมายคุ้มครองอย่างไร? มีกฎหมายห้ามหมิ่นประมาท แต่ถูกวิจารณ์ได้หรือไม่? 

ขอตอบแบบสรุปดังนี้


ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ 


วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561

3 คำถามต้องระวังในทางศาสนวิทยา

3 คำถามต้องระวังในทางศาสนวิทยา
เวลาให้สัมภาษณ์สื่อ มีหลายครั้งที่ผู้เขียนหนักใจเหมือนกันที่ต้องตอบคำถาม 3 ลักษณะที่สื่อถาม...

1. "ศาสนา/ความเชื่ออันนี้ผิดใช่ไหม?"
2. "นี่ไม่ใช่ศาสนาพุทธแท้ (คริสต์แท้/อิสลามแท้/ฯลฯแท้) ใช่ไหม?"
3. "ศาสนา/ความเชื่อแบบนี้หลอกลวงใช่ไหม?"

มาดูกันทีละข้อ

ตอบข้อ 1. "ศาสนา/ความเชื่ออันนี้ผิดใช่ไหม?"

ศาสนาและความเชื่อเป็นเรื่องที่พิสูจน์ว่าถูกหรือผิดได้ยาก  (เคยอธิบายเรื่องนี้แล้ว) มีบางเรื่องที่อาจพอพิสูจน์ได้ แต่ส่วนใหญ่พิสูจน์ไม่ได้  พูดได้ว่าเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้มีมากกว่าที่พิสูจน์ได้  ถึงกระนั้นก็เป็นสิทธิของเขาที่จะเชื่ออย่างนั้นอยู่ดี 

ตอบข้อ 2. "นี่ไม่ใช่ศาสนาพุทธแท้ (คริสต์แท้/อิสลามแท้/ฯลฯแท้) ใช่ไหม?"

ความเป็นศาสนาใดแท้ไม่แท้เป็นเรื่องที่ชี้วัดได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็จะมีประเด็นที่สามารถเห็นต่างกันหรือแม้แต่เป็นข้อถกเถียงได้อีกมากมาย  จนกระทั่งการบอกว่าอันไหน "ไม่แท้" บอกได้ง่ายกว่าบอกว่าอันไหน "แท้"  เพราะเหตุว่าของแท้เหมือนแบบดั้งเดิมแบบสมัยศาสดาหา(แทบ)ไม่มีแล้ว เหลือแต่ของไม่แท้ด้วยกันทุกอัน  ต่างกันที่ไม่แท้มากหรือน้อยแค่ไหน  และถึงแม้บอกว่าเขาไม่แท้ เขาก็มีสิทธิเชื่อในแบบของเขาอยู่ดี
ที่จริงคำถามที่ 1 กับ 2 อาจถูกต้องกว่าถ้าต่อด้วยคำถามที่ว่าศาสนาและความเชื่อดังกล่าวเป็นอันตรายแค่ไหน และมีข้อควรระวังอะไร  แต่การตอบคำถามที่ 3 จะเป็นอีกแบบ

ตอบข้อ 3. ศาสนา/ความเชื่อแบบนี้หลอกลวงใช่ไหม? 

ผู้เขียนขอตอบคำถามนี้โดยต้องขอร้องผู้อ่านก่อนว่าโปรดอ่านดี ๆ เพื่อจะไม่เข้าใจผู้เขียนผิด  ขอตอบแบบนี้ว่า "การหลอกลวงในทางศาสนาและความเชื่อ" มันไม่เหมือนการหลอกลวงทั่วไป  ส่วนใหญ่สิ่งที่คนเรียกว่าการหลอกลวงในทางศาสนาและความเชื่อ มันเป็นเรื่องที่ตัวผู้สั่งสอนหรือผู้จูงใจก็เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ด้วย และเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจ  ฉะนั้นถ้าจะว่าเป็นการหลอก มันก็เป็นการหลอกตัวเองก่อนแล้วก็เลยไปหลอกคนอื่นต่อโดยไม่ตั้งใจ 
อันนี้ต้องบอกว่าไม่เกี่ยวกับกรณีที่มีบางคนที่ตั้งใจหลอกผู้อื่นจริงๆ  หรือหลอกโดยเจตนา พวกนั้นก็(อาจ)มีบ้างแน่นอน แต่ก็ต้องแยกเป็นคนละพวก 
การหลอกคนอื่นโดยเจตนา กับการหลอกคนอื่นโดยตัวเองก็เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ นั้นไม่เหมือนกัน  หรือพูดได้ว่า แบบแรกคนหนึ่งเอาอีกคนเป็นเหยื่อ  ส่วนอันที่สองทั้งคู่ต่างตกเป็นเหยื่อของระบบศาสนาและความเชื่อนั้น ๆ  ซึ่งถ้าจะเอาผิด มันจะเป็นความผิดคนละข้อหากัน อย่างน้อยก็คือเรื่องผิดโดยเจตนากับไม่เจตนา  
บางคนอาจบอกว่า "ถ้าไม่อยากถูกถือว่าหลอกลวงก็อย่าเรียกเงินสิ"  ก็ตอบได้ว่า นั่นก็เป็นแนวคิดที่ดีมากและมีเหตุผลส่วนหนึ่ง  แต่มันก็อาจใช้ไม่ได้ผลจริงกับทุกกรณี เพราะทุกศาสนาและความเชื่อต่างก็มีรูปแบบการขอให้ช่วยอุดหนุนศาสนาในรูปแบบและเหตุผลต่างๆ เช่นกัน สุดแล้วแต่จะเรียกชื่อว่าอะไร เช่น ทำบุญ  ถวายปัจจัย  ค่าบูชา ค่าครู  เงินพลี ถวายทรัพย์ ซะกาด ฯลฯ 
ลองดูตัวอย่าง แม้แต่การซื้อขายพระเครื่องหรือวัตถุมงคลราคาสูง ๆ ก็ยังใช้คำว่าบูชาแล้วจะได้ลาภ ส่วนแท้ไม่แท้ จริงไม่จริง ก็ไม่มีใครว่าอะไรได้ ไม่เคยมีใครฟ้องว่าบูชาไปแล้วไม่เห็นขลัง   เป็นการสมยอมเชิงศรัทธากันโดยแท้

ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

เมื่อความเชื่อ ความศรัทธา ถูกสั่นคลอนในโลกภาพยนตร์

เมื่อความเชื่อ ความศรัทธา ถูกสั่นคลอนในโลกภาพยนตร์

     The  Man From Earth คือภาพยนตร์ที่เรากำลังจะพูดถึง ซึ่งความแยบคายในการถ่ายทอดเรื่องราวของภาพยนตร์จากปี 2009 เรื่องนี้ เป็นที่พูดถึงมากทีเดียวสำหรับคอหนังนอกกระแส โดยเรื่องนี้ใช้การถ่ายทำเพียงแค่ในห้องนั่งเล่น และมีออกมาที่หน้าบ้านในบางครั้ง รวมแล้วมีแค่ 2 ที่เท่านั้น

     เรื่องราวของ The Man From Earth เริ่มจากจอห์น โอลด์แมน ชายผู้หนึ่งกำลังจะขนของย้ายถิ่นอาศัย หลังจากที่เขาอยู่ในที่แห่งนี้มานานราว 10 ปี ซึ่งก็มีเพื่อน ๆ 6-7 คน เข้ามาเยี่ยมเยียนที่บ้านเพื่อจะกล่าวคำลา แน่นอนว่าเมื่อมีคนเข้ามารวมกันแบบนี้ ก็ต้องมีเรื่องให้สนทนากัน แม้ว่าแต่ละคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงต่าง ๆ อย่างเช่นนักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญในศาสนา แต่บทสนทนาที่เปิดขึ้นมาจากปากของจอห์นว่า เขามีชีวิตอยู่มานานกว่า 10,000 ปีแล้ว ทำให้ทุกคนรู้สึกฉงนขึ้นมาในทันที ทำไมจอห์นเลือกที่จะพูดเรื่องนี้

     ในช่วงแรกดูเหมือนจะเป็นการพูดคุยสัพเพเหระ ไม่มีใครจริงจังกับประเด็นนี้นัก ไม่มีใครเล่น <a href=“https://scr888.gclub-casino.com/">918kiss</a> ทุกคนผลัดกันวนถามคำถามแก่จอห์น ซึ่งจอห์นเองก็ตอบไปเรื่อย ๆ ในแบบที่ไม่มีใครสามารถหักล้างคำตอบนั้นได้เลย เขาเล่าตั้งแต่สมัยที่ยังคงเป็นมนุษย์ถ้ำอยู่ในดินแดนที่เชื่อว่าเป็นทวีปยุโรปในปัจจุบัน เร่ร่อนหลบภัยหนาวไปทางตะวันออกเรื่อย ๆ ผลัดเปลี่ยนถิ่นฐานอยู่ตลอดทุกทศวรรษ จนกระทั่งล่วงเข้ามายังดินแดนในแถบทวีปเอเชีย ผ่านตะวันออกกลาง และเข้ามาถึงอินเดีย ซึ่งที่นั่น จอห์นเล่าว่าเขาได้พบกับพระพุทธเจ้า

     ผู้เป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธได้สอนหลายสิ่งให้แก่จอห์น ซึ่งตัวเขาได้นำเอาหลักคำสอนเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต เขาร่วมเดินทางไปกับพระพุทธเจ้าอยู่พักหนึ่ง โดยที่พระองค์ท่านมิได้พูดถึงความพิเศษที่จอห์นมีอยู่ หลังจากนั้นจอห์นก็ได้จากลาแดนชมพูทวีป แล้วเดินทางย้อนกลับไปทางตะวันตก เขาเล่าว่าได้เผยแพร่ถึงคำสอนจากพระพุทธเจ้าที่ตัวเขาเองเลือกหยิบบางข้อมาใช้ และบางข้อก็ได้ประยุกต์แล้ว เขาเผยแพร่คำสอนผู้คนมาตลอดทาง โดยที่เขาค่อย ๆ ย้ายถิ่นที่อยู่ไปอย่างช้า ๆ จนกระทั่งเขาได้เดินทางกลับมายังแผ่นดินยุโรปอีกครั้ง และดูเหมือนว่าจะมีผู้คนบางกลุ่มที่ไม่พอใจ ส่งผลให้เขาถูกตรึงกางเขน

     ถึงตอนนี้หลายคนคงพอจะฉุกคิดขึ้นมาแล้วว่าจอห์นเป็นใคร ใช่คนที่คิดไว้หรือเปล่า เพื่อน ๆ ของจอห์นที่นั่งล้อมวงฟังกันก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน มีการถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น อย่างรอยแผลการตอกตะปูตรึงกางเขน แต่จอห์นตอบว่าเป็นแค่เชือกมัด แต่มีการนำไปแต่งเติมในภายหลังให้ดูขลังขึ้น มีการถามถึงการเทศนาบนภูเขาลูกหนึ่ง ซึ่งจอห์นก็ตอบไปตามตรง

     และเมื่อเล่าถึงตอนนี้มันไม่มีอะไรปกติแล้ว เพราะถ้าความจริงคือพระเจ้าเป็นปุถุชนธรรมดา ไม่ใช่ผู้วิเศษ หลาย ๆ สิ่งถูกเติมแต่งให้เหนือจริง เมื่อเป็นเช่นนั้น ความเชื่อ ความศรัทธาที่ตัวเรามีต่อองค์ศาสดาและคำสอนในศาสนา ยังคงเป็นเช่นเดิมอยู่หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ The Man From Earth ทำให้เรารู้สึกถึงความชอบกลในเรื่องราว และทำให้ความเชื่อของเราที่เคยมีสั่นคลอน

อย่างน้อยก็หลายวันทีเดียวหลังจากที่ผ่านจุดสิ้นสุดของภาพยนตร์

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

เป็นคนดีโดยไม่มีศาสนาได้หรือ?


เป็นความเชื่อมาตลอดประวัติศาสตร์ว่า ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี หรือศาสนาคือสิ่งที่สอนให้คนเป็นคนดี ซึ่งนำไปสู่การสรุปไปเลยว่า คนที่มีศาสนาคือคนดี

และตรงกันข้าม...คนที่ไม่มีศาสนาคือหรือคนไม่รู้จักความดี และไม่ทำความดี

แล้วในที่สุดก็กลายเป็น...คนไม่มีศาสนาคือคนไม่ดี

จริงหรือที่ว่า คนไม่มีศาสนาเป็นคนไม่รู้จักความดี และทำความดีไม่ได้
ผู้เขียนขอตอบคำถามนี้ว่า

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561

กรุงศรีอยุธยา ในทางศาสนวิทยา

กรุงศรีอยุธยา ถูกตั้งบนเกาะที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ชื่อ "อโยธยา" ซึ่งชื่อเต็มคือ "อโยธยาศรีรามเทพนคร" หมายถึงพระนครแห่งชัยชนะของพระราม ความหมายนี้สืบเนื่องจากทวารดีที่เป็นเมืองต้นวงศ์พระนารายณ์ ผู้ทรงอวตารเป็นพระรามมาปราบยุคเข็ญตามคัมภีร์รามายณะของชมพูทวีป (อินเดีย) ชื่อของนครอโยธยาอันนี้บ่งชี้ถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในภูมิภาคอย่างมาก มีการเชื่อว่า นครแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับมหากาพย์รามเกียรติ์ ซึ่งดัดแปลงมาจากมหากาพย์รามายณะของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 

Related image

วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทำไม เยรูซาเล็ม จึงสำคัญนักหนาสำหรับอิสราเอล?

สำหรับชาวยิวแล้ว เยรูซาเล็มคือที่ตั้งของเนินเขาไซออน (Zion) หรือภูเขาแห่ง "พระวิหารศักดิ์สิทธิ์" หรือ The Temple Mount

ที่จริงผู้เขียนเองอยากจะเรียกว่า "เขาพระวิหาร" เสียด้วยซ้ำ

พระวิหารนี้ถูกสร้างโดยกษัตริย์โซโลมอน (สุไลมาน) ราชโอรสแห่งกษัตริย์เดวิด ซึ่งปกครองในช่วงปี 971-931 ก่อนคริสต์ศักราช แต่พระวิหารยุคแรกนี้ต่อมาก็ถูกทำลายไปโดยกองทัพชาวบาบิโลนเมื่อปี 587 กคศ.

พระวิหารถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งเมื่อปี 537 ก่อนคริสต์ศักราชแต่หยุดชะงักไปและมาเริ่มใหม่เมื่อปี 520 ก่อนคริสต์ศักราช และเสร็จเมื่อปี 516 ก่อนคริสต์ศักราช และสถาปนาในปี 515 ก่อนคริสต์ศักราช ในสมัยกษัตริย์ไซรัสและดาไรอุส แห่งเปอร์เซีย 

อีก 500 ปีต่อมาพระวิหารหลังที่สองนี้ยังได้รับการบูณะเพิ่มเติมโดยกษัตริย์เฮโรดมหาราชจนเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “พระวิหารเฮรอด”
แต่ต่อมา พระวิหารที่สองนี้ก็ยังถูกทำลายอีกครั้ง คราวนี้โดยพวกโรมันใน ค.ศ.70 เหลือแต่ซากกำแพงเก่าที่ไม่ได้ถูกทำลาย ซึ่งเป็นที่มาของ "กำแพงร้องไห้" ที่อยู่ทางตะวันตก
จากนั้นมา ผู้นับถือศาสนายูดาห์สายที่เคร่งตามแนวทางดั้งเดิม ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าเป็นนิกายออโธด็อกซ์ ก็ตั้งหน้ารอคอยเวลาที่จะสร้างพระวิหารขึ้นอีกครั้งให้ได้ เป็นพระวิหารหลังที่ 3 ในที่จุดเดิม 
ไม่ใช่แค่นั้น ในยุคนั้นยังมีผู้ทำนายที่เป็นที่เชื่อถือทำนายในคัมภีร์ว่า หากสร้างพระวิหารหลังที่สามเสร็จ พระเจ้าก็จะส่ง "เมสสิยาห์" หรือพระผู้ช่วยกู้ มาให้แก่ชาวยิวซึ่งจะทำให้ชาวยิวกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และจากนั้นพระเจ้าก็จะพิพากษาโลก
ตรงนี้เป็นเหตุที่ทำให้ชาวยิวกลุ่มนี้หรือนิกายนี้ รอคอยที่จะสร้างพระวิหารหลังที่สามให้ได้ เพราะมันจะมีสิ่งอื่นตามมาอีกตามคำทำนายโบราณ  

และชาวยิวนิกายออโธด็อกซ์นี้ มีอิทธิพลมากพอสมควรในสังคมอิสราเอล ซึ่งมีศาสนายิวอยู่ 4 นิกาย
แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า หากอิสราเอลตั้งใจจะสร้างพระวิหารหลังที่ 3 สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องเอามัสยิดอัลอักซอและโดมทอง  ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญของชาวมุสลิมเสียก่อน เพราะมัสยิดแห่งนี้ก่อสร้างอยู่บนเนินเขาไซออน (Zion) ที่ชาวยิวเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของพระวิหารโซโลมอนดังกล่าว  รวมทั้งเชื่อว่าข้างใต้มัสยิดนั้นมีซากพระวิหารโบราณฝังอยู่   (รวมทั้งบางคนก็เชื่อว่าอาจมีหีบพันธสัญญาของโมเสสด้วย)
มัสยิดอัลอักศอและโดมทองแห่งศิลา อันนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อกองทัพมุสลิมได้ยึดครองเมืองเยรูซาเล็มในปีที่ 636 ของคริสต์ศักราช ในช่วงสมัยของกาหลิบ อุมัร อิบนุ ค็อฏฏ็อบ

ซึ่งแน่นอนว่า หากอิสราเอลไปรื้อถอนศาสนสถานสำคัญอันนี้เข้า โลกมุสลิมก็ย่อมจะไม่พอใจ  และคนก็เชื่อกันถึงขั้นที่ว่า ประเทศมุสลิมทั้งหมดก็จะผนึกกำลังกันสู้ตาย
แล้วสงครามโลกครั้งที่สามก็จะบังเกิด

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

การหลอกลวงโดยใช้ศาสนาหรือไสยศาสตร์ ผิดกฎหมายอย่างไร?

การหลอกลวงโดยอ้างความเชื่อเชิงศาสนาหรือไสยศาสตร์ ผิดกฎหมายหรือไม่? แบบไหนผิด แบบไหนไม่ผิด?
.
การหลอกลวง โดยอ้างความเชื่อในด้านศาสนา หรือไสยศาสตร์ ผู้ที่ทำการหลอกลวงจะมีความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 341, 342, 343

"มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่น ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐาน ฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ"

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

ศาสนากับจิตวิทยาฝูงชน

จิตวิทยาฝูงชน (Mob Psychology) เป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายพฤติกรรมของคนที่อยู่ในฝูงชน ตามพื้นฐานของจิตวิทยาฝูงชน เป็นคำที่คล้ายกับคำว่าจิตวิทยากลุ่มคน จิตวิทยามวลชน และจิตวิทยากลุ่ม

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ฝูงชนมีได้หลายแบบ และแต่ละแบบมีลักษณะพิเศษและมีอิทธิพลทางจิตวิทยาแตกต่างกัน ดังนี้